posttoday
‘ยูโอบี’ควัก900ล.ซื้อUS

‘ยูโอบี’ควัก900ล.ซื้อUS

25 พฤษภาคม 2554

เข้าถือหุ้น100%จ่ายเกิน5.5บาทพร้อมรับเสรีธุรกิจ

เข้าถือหุ้น100%จ่ายเกิน5.5บาทพร้อมรับเสรีธุรกิจ

ทุนสิงคโปร์บุกตลาดหุ้นไทย ยูโอบี เคย์เฮียน ควักกว่า 900 ล้าน เทกโอเวอร์ บล.ยูไนเต็ดจากญี่ปุ่น ตั้งโต๊ะรับซื้อรายย่อยเกิน 5.5 บาท ข่าวรั่วดันหุ้นพุ่ง

แหล่งข่าวจากวงการโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบีเคย์เฮียน (ประเทศไทย) หรือ UOBKH ซึ่งเป็นของสัญชาติสิงคโปร์ ได้ซื้อ บล.ยูไนเต็ด (US) จากผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นทั้งหมดซึ่งถือหุ้นในนามบริษัท เอ.พี.เอฟ. โฮลดิ้งส์ และเตรียมทำคำเสนอซื้อหุ้นจากนักลงทุนทั่วไป (เทนเดอร์ออฟเฟอร์)

สำหรับราคาที่ยูโอบีฯ ซื้อหุ้นยูไนเต็ดครั้งนี้ เป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งคิดจากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) หรือราคาต่ำหุ้นประมาณ 5.50 บาท

ทั้งนี้ เอ.พี.เอฟ. โฮลดิ้งส์ ถือหุ้น US จำนวน 116.12 ล้านหุ้น คิดเป็น 68.79% จะได้รับเงินประมาณ 638 ล้านบาท

“การเทกโอเวอร์ครั้งนี้ ยูโอบีฯ จะใช้เงินราวๆ 900 ล้านบาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่า เพราะซื้อที่ราคา NAV และเป็นการซื้อทั้งหมด 100%” แหล่งข่าวเปิดเผย

สำหรับยูโอบีฯ มีความพยายามที่จะซื้อกิจการหลักทรัพย์มาต่อเนื่องตั้งแต่ในช่วงปี 12 ปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้เคยเข้าไปตรวจสอบสินทรัพย์และหนี้สินของ บล.บีฟิท (BSEC) แต่ภายหลังตกลงราคาซื้อขายไม่ได้ซึ่ง บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร (BFIT) เสนอขายราวๆ 2,000 ล้านบาท

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การซื้อ US ครั้งนี้ ผู้ถือหุ้นชาวสิงคโปร์ของยูโอบีฯ เป็นผู้เจรจาซื้อกับชาวญี่ปุ่น ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บล.ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นการซื้อทั้งหมด ตั้งแต่หุ้น สินทรัพย์ หนี้สิน เจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติง) และพอร์ตลูกค้า โดย US มีสาขาทั้งหมด 3 สาขา มาร์เก็ตติง 70 คน เมื่อรวมกับสาขาของยูโอบีฯ 16 สาขา ทำให้มีสาขาเพิ่มเป็น 19 สาขา และเตรียมเปิดสาขาอีก 1 แห่งที่ จ.ราชบุรี

ภายหลังการซื้อ US คาดว่า ยูโอบีฯ จะนำ US เข้ามาควบรวมและเปลี่ยนแปลงมาเป็นยูโอบีฯ ทั้งหมด

สำหรับขั้นตอนต่อไป หลังจากที่มติคณะกรรมการยูโอบีฯ อนุมัติการเข้าซื้อ US แล้ว จะต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น จากนั้นภายใน 45 วันจะทำคำเสนอซื้อหุ้นจากนักลงทุนทั่วไป (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) คาดว่าไม่เกินไตรมาส 3 น่าจะเสร็จสิ้น

แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า การซื้อ US ของยูโอบีฯ ครั้งนี้ ทำให้ยูโอบีฯ มีฐานลูกค้าและฐานรายได้ที่ใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์และค่านายหน้าซื้อขาย (คอมมิชชัน) เต็มรูปแบบในปี 2555 ซึ่งเป็นการซื้อที่คุ้ม เพราะพอร์ตลูกค้าที่ได้มามีค่าคอมมิชชันปีละราวๆ 300ล้านบาท และเป็นบริษัทที่มีกำไร ล่าสุดไตรมาสแรกกำไรสุทธิ 7 ล้านบาท

แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า ยูโอบีฯ ได้มีการเซ็นสัญญากับมาร์เก็ตติงไปก่อนหน้านี้แล้ว และได้ทยอยย้ายมาร์เก็ตติงรวมทั้งลูกค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมทั้งรอจังหวะที่จะซื้อ บล.อื่นๆ อีก

ด้านราคาหุ้น US วันที่ 24 พ.ค. ปรับตัวขึ้นแรงไปทำสูงสุด 5.15 บาท ก่อนจะอ่อนตัวลงปิด 5 บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท มูลค่าซื้อขาย 2.05 ล้านบาท ส่วน UOBKH ปิด 3.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ