
สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของ KTC
หลังจากที่ดิฉันแนะนำหุ้น KTC ในคอลัมน์นี้ในฐานะที่เป็นบริษัท Turnaround
หลังจากที่ดิฉันแนะนำหุ้น KTC ในคอลัมน์นี้ในฐานะที่เป็นบริษัท Turnaround
โดย..จิตรา อมรธรรม
ในปีนี้เมื่อวันอังคารที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันสถานการณ์เปลี่ยนไปชนิดที่เป็นผลลบกับ KTC ค่อนข้างมากจนแทบจะเป็นหนังคนละม้วน ดิฉันได้พยายามให้ความเห็นออกสื่อทุกประเภทเท่าที่มี ทั้งเฟซบุ๊ก วิทยุ อีเมล เพื่อเตือนนักลงทุน สำหรับท่านที่เป็นลูกค้าของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส จะทราบดี เพราะเราส่งเมลกันทุกครั้งที่เป็นข่าว ยังโชคดีว่าสัญญาณทางเทคนิคในช่วงนั้นได้เตือนเรา ซึ่งดิฉันได้เขียนถึงด้วยเช่นกัน จึงหวังว่าท่านที่ได้รับข้อมูลจากคอลัมน์นี้จะได้รับข้อมูลจากช่องทางอื่นด้วยและไม่เสียหายจากการลงทุนใน KTC นัก
สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปก็คือ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา มีข่าวว่ากระทรวงการคลังมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนที่เป็นหนี้บัตรเครดิต โดยได้มอบหมายให้ธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสินไปดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีวินัยการชำระหนี้ดี โดยไม่ผิดนัดเกิน 30 วัน ในเบื้องต้นจะปรับลดดอกเบี้ยจาก 20% เหลือเพียง 10% และมีการตั้งวงเงินไว้ 5 หมื่นล้านบาท ข่าวดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบโดยตรงกับ KTC เพราะมีฐานลูกหนี้บัตรเครดิตที่มีประวัติดีอยู่ถึงประมาณ 40% ของพอร์ต (หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท) ยังส่งผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ที่มีพอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งเราพบว่า BBL, TMB, BAY และ SCB มีพอร์ตสินเชื่อในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยมากที่สุดตามลำดับ แต่สำหรับ KTC แล้ว วงเงินในโครงการ Refinance ที่ตั้งไว้สูงถึง 5 หมื่นล้านบาท สามารถทำให้ KTC ถึงกับประสบผลขาดทุนได้
ล่าสุด เงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนดและประกาศวานนี้คือโครงการ Refinance หนี้บัตรเครดิตดังกล่าวมีวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ลดลงจากที่เคยเป็นข่าวในช่วงแรก โดยเป็นความร่วมมือของสถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จัดเตรียมวงเงิน 4,500 ล้านบาท ธนาคารออมสิน 4,500 ล้านบาท และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 1,000 ล้านบาท เริ่มโครงการเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.31 ส.ค. 2554 โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นหนี้บัตรเครดิตธนาคารพาณิชย์ที่มีสถานะปกติตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. 2554 เป็นต้นไป และเป็นผู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ตามเกณฑ์ของธนาคารเข้าร่วมโครงการเพื่อไถ่ถอนหนี้บัตรเครดิตเดิม โดยเป็นเงินกู้ไม่มีหลักประกัน ให้กู้ไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน/รายได้ปัจจุบัน แต่ไม่เกินรายละ 3 แสนบาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 13 ปี อัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี โดยผู้กู้ต้องมีหนังสือแสดงเจตจำนงกับธนาคารว่าจะไม่ก่อภาระหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเติมเป็นเวลา 1 ปี
ด้วยวงเงินของโครงการ 1 หมื่นล้านบาท เมื่ออิงจากส่วนแบ่งตลาดของ KTC ที่ประมาณ 20% หรือเทียบเท่าวงเงิน 2,000 ล้านบาท นักวิเคราะห์เราคาดว่ารายได้ของ KTC จะหายไปประมาณ 400 ล้านบาท หรือ 3% ของรายได้รวม ส่วนกำไรจะลดลงเหลือ 200–300 ล้านบาท เทียบกับกำไรของปีก่อนที่ทำได้ 224 ล้านบาท เท่ากับเป็นไปได้ทั้งกำไรที่อาจลดลง 10% หรือเพิ่มขึ้น 33% จากกำไรในปีก่อน เทียบกับถ้าไม่มีโครงการ Refinance ดังกล่าว นักวิเคราะห์เราคาดว่า KTC จะมีกำไร 408 ล้านบาท เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 82% จากกำไรในปีก่อน ก็ยังนับว่าเป็นหนังคนละม้วนอยู่ดี
แม้ว่าวงเงินโครงการดังกล่าวจะลดลงเหลือ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งดูเหมือนจะทำให้ผลกระทบกับ KTC ถูกจำกัดลง แต่ความเสี่ยงที่เปิดอยู่ คือหากมีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่าวงเงินที่เตรียมไว้ 1 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังจะให้ธนาคารทั้งสามแห่งเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมให้ นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เป็นหนี้บัตรเครดิตประเภทบัตรกดเงินสดของบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เพื่อหาทางลดภาระดอกเบี้ยให้ ซึ่ง KTC ก็มีลูกค้าประเภทนี้ด้วยเช่นกันแม้จะไม่มากนักก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้เราไม่สามารถประเมินผลกระทบได้อย่างแน่ชัดจนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ คือวันที่ 31 ส.ค.นี้ แต่ที่แน่นอนคือราคาที่เหมาะสมที่ 20 บาทนั้นไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว เพราะเป็นมูลค่าก่อนที่จะมีโครงการนี้ จากการประเมินในเบื้องต้นพบว่าราคาที่เหมาะสมจะลดลงเหลือ 12–15 บาท สำหรับราคาตลาดวานนี้ที่ปิด 14 บาท ถ้าจะซื้อลงทุนก็ยังต้องต่อราคาอีก ในทางเทคนิค ถ้า 13.80 บาท รับไม่อยู่ แนวรับถัดมาจะอยู่ที่ 12.50-12.60 บาท แต่ถ้า 13.80 บาท รับอยู่ โอกาสจะเด้งกลับไปที่ 15 บาท มีอยู่ แต่จะไปได้ไกลกว่านั้นมากน้อยเท่าไหร่ขึ้นกับโครงการ Refinance หนี้







