posttoday
จีอ็มทุบโครงสร้างภาษีรถยนต์ บี้รัฐเลิกอิงค่าย-เทคโนโลยี

จีอ็มทุบโครงสร้างภาษีรถยนต์ บี้รัฐเลิกอิงค่าย-เทคโนโลยี

19 พฤษภาคม 2554

ถือเป็นค่ายรถอีกค่ายที่ค่อนข้างเงียบและไม่เคยแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ

ถือเป็นค่ายรถอีกค่ายที่ค่อนข้างเงียบและไม่เคยแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ

ในเรื่องของการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ทั้งระบบในประเทศไทย ที่มีการเสนอและได้รับการอนุมัติในหลักการ จากที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา

ในที่สุด มาร์ติน แอพเฟล ประธานกรรมการประจำประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) ก็ทนไม่ไหวและต้องออกมาแสดงความเห็นขย่มแนวความคิดของรัฐบาลในเรื่องนี้

“สิ่งที่เราหวาดกลัวก็คือ หากรัฐบาลรักษาการสามารถเจรจาในประเด็นที่มีการยื่นคัดค้านเอาไว้ได้ใน 90 วัน และมีการเสนอเพื่อออกเป็นกฎหมายนั้น คงยากที่จะแก้ไขอะไรได้อีก ซึ่งในมุมมองของจีเอ็มก็มีหลายเรื่องที่โครงสร้างภาษีใหม่มีความไม่ชัดเจน”

จีอ็มทุบโครงสร้างภาษีรถยนต์ บี้รัฐเลิกอิงค่าย-เทคโนโลยี

แอพเฟลบอกว่า ในมุมของการคิดโครงสร้างภาษีใหม่ให้ง่ายและสนับสนุนสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ดี และเห็นด้วยกับรัฐบาลในการนำเรื่องของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดอัตราการจ่ายภาษี

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการประกาศใช้ครั้งนี้ก็คือ การที่รัฐบาลปิดข้อมูลด้านการปรับโครงสร้างภาษีเอาไว้จนถึงวันอนุมัติ ทำให้ค่ายรถแต่ละรายไม่รู้ถึงแนวทางของการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงสร้างภาษีใหม่ที่มีการนำเสนอนั้นอิงอยู่กับเทคโนโลยีบางประเภท ที่มีผู้ผลิตรถยนต์เพียงรายเดียวในประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุด

“ถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่เทคโนโลยีอย่างไฮบริดได้รับผลประโยชน์มากกว่า เพราะมีผู้ประกอบการเพียงรายเดียวที่ทำอยู่ ซึ่งหากพูดเรื่องของการปล่อยไอเสีย รัฐบาลไม่ควรกำหนดในเรื่องนี้ และไม่ควรให้อินเทนซีฟกับเทคโนโลยีใดๆ แต่ควรปล่อยให้แข่งกันและดูในเรื่องของผลลัพธ์ที่ออกมามากกว่า”

แอพเฟลบอก สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ก็เปรียบเหมือนการวิ่งแข่ง ที่ปล่อยให้ผู้เข้าแข่งขันบางรายวิ่งนำออกไปก่อน 10 เมตร และแม้จะเปลี่ยนกฎที่ทำให้ผู้เข้าแข่งขันรายนั้นออกมาโวยวาย เนื่องจากลดข้อได้เปรียบในการออกตัวเหลือเพียง 5 เมตรก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมกับผู้ประกอบการรายอื่นอยู่ดี

ทั้งนี้ ในมุมมองของจีเอ็มอยากให้รัฐบาลพิจารณาในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นหลักจริงๆ และหากเป้าหมายการปรับโครงสร้างไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มรายได้เหมือนที่รัฐบาลพูดมาโดยตลอด การปรับปรุงแก้ไขต้องเปลี่ยนทั้งระบบ โดยจีเอ็มเสนอแผนงาน 4 ข้อ ประกอบไปด้วย

1.การปรับมาใช้โครงสร้างการจัดเก็บภาษีที่ไม่ซับซ้อน และมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์การปล่อยไอเสียเป็นหลัก โดยกำหนดค่าการปล่อยไอเสียที่ชัดเจนของรถแต่ละรุ่น ไม่จำเป็นต้องมีอินเทนซีฟหรือค่าปรับ ในกรณีที่ทำรถได้ดีกว่าหรือแย่กว่าข้อกำหนด

2.การเข้ามาดูแลรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่ เนื่องจากเป็นต้นเหตุของการก่อมลพิษบนท้องถนน แม้จะมีปริมาณการวิ่งราว 10% เท่านั้น ซึ่งหากรัฐบาลเข้ามาดูแลให้มีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อลดมลภาวะ ก็จะช่วยเหลือได้มาก

3.ยกเลิกการลดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้รถยนต์รายปีสำหรับรถยนต์เก่า เนื่องจากประเทศไทยมีปริมาณรถยนต์สะสมสูงถึง 22 ล้านคัน และรถยนต์เก่ามักจะปล่อยมลพิษมากกว่า แต่ประเทศไทยกลับลดภาษีป้ายให้กับรถยนต์ที่มีอายุมากขึ้น ทำให้เกิดการใช้งานรถยนต์เก่าและส่งผลให้มลภาวะเพิ่มขึ้น

และ 4.รัฐบาลควรหาทางที่จะสนับสนุนให้เกิดการซื้อรถยนต์ใหม่ เพื่อที่จะลดการก่อมลภาวะลง โดยในหลายประเทศทั่วโลกมีการสนับสนุนด้วยการลดภาษี เป็นต้น เพื่อช่วยให้ประชาชนมีความสามารถในการทิ้งรถยนต์เก่าและเป็นเจ้าของรถยนต์ใหม่

“คำว่าโครงสร้างไม่ซับซ้อน หมายถึงการวัดที่ค่าคาร์บอนไดออกไซด์เลย ให้ค่ากำหนดมาเลยสำหรับรถประเภทต่างๆ ที่สำคัญควรให้เทคโนโลยีมีความเสมอภาคกันหมด ไม่ต้องมีสิทธิพิเศษ ไม่ต้องลดอะไรให้ใครเป็นพิเศษ ให้ผู้บริโภคเป็นคนเลือกเองว่าอยากใช้รถแบบไหน ซึ่งก็รวมถึงอีโคคาร์ ที่ไม่ต้องมีสิทธิพิเศษเช่นกัน”

แอพเฟลย้ำว่าการปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการพิจารณาลงทุนและการตัดสินใจในการพัฒนารถ ซึ่งไม่แน่ใจว่าผู้ที่คิดเรื่องของโครงสร้างภาษีใหม่ที่ประกาศออกมา มีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการพัฒนารถยนต์หรือไม่ ว่าจะต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปี ในการพัฒนารถจนออกมาวิ่งได้แต่ละคัน

นอกจากนี้ จะต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนในเรื่องของมาตรฐานการทดสอบว่าจะใช้รูปแบบใดในการวัด รวมถึงการปรับตัวควรอยู่ที่ 5 ปี เรื่องของการปล่อยไอเสียที่เกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น ทำให้หวั่นว่าอาจจะส่งผลกระทบได้หากมีการประกาศใช้โครงสร้างภาษีนี้ออกมา

รวมไปถึงเรื่องของการกำหนดระยะเวลาในการปรับตัว ที่เกรงว่าตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ให้อาจจะน้อยเกินไป เนื่องจากการปรับโครงสร้างภาษีจะทำให้ผู้ประกอบการต้องพัฒนารถยนต์ที่มีความเหมาะสมขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะต้องดูรอบของการพัฒนารถยนต์ประกอบ โดยเบื้องต้นอยากได้เวลาในการปรับตัว 5 ปีเป็นอย่างน้อย

“สิ่งที่ผมอยากบอก็คือ การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ อย่าลืมว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ลงทุนกันหลักหมื่นล้าน ไม่ใช่เรื่องของการชั่งไข่ขาย หากตัดสินใจพลาดโอกาสที่จะมีผลกระทบมีอยู่สูงมาก ผมมองว่าถ้าเปิดโอกาสให้ทุกคนแข่งขันบนพื้นฐานเดียวกัน ทำสินค้าที่ดีที่สุดของแต่ละคนออกมาและปล่อยให้ผู้บริโภคเลือก น่าจะยุติธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด”

แม้จีเอ็มจะออกมาช้า แต่ก็เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ ทว่าไม่รู้รัฐบาลจะยอมรับไปพิจารณาเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องตามดูกันต่อไป!!!

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท