
ไฮเทคเขย่าผู้ซื้ออดทนต่ำ
โลว์ฯคาดถ้าไทยมี3จีในอีก4ปีการใช้ชีวิตเข้ายุคไร้การรอคอย
โลว์ฯคาดถ้าไทยมี3จีในอีก4ปีการใช้ชีวิตเข้ายุคไร้การรอคอย
โลว์ฯ เร่งสร้างความพร้อมสู่โฆษณาตามวิถีชีวิตแบบไร้การรอคอย หลังปี 2558 ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยแตะ 52% พร้อมเร่งขยายฐานลูกค้าใหม่ กระตุ้นรายได้ปีนี้โต 6 – 8%
นายเจเรมี ไฮน์ ประธานบริหาร บริษัท โลว์ ประเทศไทย กล่าวถึงผลวิจัยของบริษัท พบว่าหากประเทศไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ 3จี จะส่งผลให้อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็น 52% ในปี 2558 จาก 33% ในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคทั่วไปทำการศึกษา การทำงานโดยซื้อสินค้าจากตลาดอีคอมเมิร์ซ ผ่านมือถือสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์แบบออนไลน์เรียลไทม์มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคจะเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตที่เรียกว่า การใช้ชีวิตแบบไร้การรอคอย (Nowise) ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลความรู้ การซื้อสินค้า การสนทนากับเพื่อน เป็นต้น จะเกิดขึ้นทันทีทันใด
บริษัทจึงเตรียมความพร้อมด้วยการต้องศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อปรับการทำงานให้เข้ากับวิถีชีวิตในรูปแบบดังกล่าว ผ่านกลยุทธ์การดึงความสนใจไปสู่การแนะนำ ส่งต่อ คอมเมนต์ การโพสต์ข้อความต่อๆ ไป และการเป็นผู้ให้บริการสื่อโฆษณาแบบวันสต็อปเซอร์วิส โดยกลุ่มเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่พฤติกรรมดังกล่าวได้รวดเร็วที่สุด คือ กลุ่มคนอายุ 17–34 ปี ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นในปี 2559 หรือเร็วกว่านั้นก็ได้
สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ จะเดินหน้ารักษาฐานลูกค้าเก่าที่เป็นบริษัทข้ามชาติ เช่น ยูนิลีเวอร์ ธนาคารเอชเอสบีซี บิ๊กซี เป็นต้น และบริษัทไทย เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ เซเรบอส เป็นต้น รวมไปถึงการขยายฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเสนอแผนและซื้อสื่อโฆษณา หรือเข้าฟิชชิงงานให้กับ 3 บริษัท ใน 3 กลุ่มธุรกิจ
“เป้าหมายในการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโตทางด้านรายได้เพิ่มขึ้น 6–8% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงเมื่อเทียบกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังถดถอย โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่ต้องประสบปัญหาเรื่องต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น และงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ถูกลดลง แต่การรักษาฐานลูกค้าเก่าและขยายฐานลูกค้าใหม่ จะช่วยให้เป้าหมายของบริษัทเป็นไปตามเป้าอย่างแน่นอน” นายไฮน์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแนวคิดที่จะเรียกเก็บค่าจ้างในการเสนองาน วางแผน และซื้อสื่อโฆษณา เป็นค่าธรรมเนียมในการเสนองาน หรือฟิชชิงฟี จากลูกค้า แบ่งตามสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้น เช่น หากบริษัทสามารถช่วยให้ลูกค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น หรือมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น บริษัทจะต้องแบ่งรายได้ดังกล่าวให้บริษัทตามที่ตกลงกันไว้ที่ 5–10% ซึ่งเป็นระบบการจ้างงานที่เป็นสากล แทนการจ้างงานแบบเหมาจ่ายเป็นครั้งๆ ไป ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันอยู่ในตลาดระดับทั่วไปในปัจจุบันระดับประเทศ







