
สื่อใหม่ จุดพลิกเลือกตั้งยึดใจพลังเงียบชิงแต้มต่อ
วันที่ 3 ก.ค.นี้ ถือเป็นศึกเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งของเมืองไทย
วันที่ 3 ก.ค.นี้ ถือเป็นศึกเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งของเมืองไทย
เพราะเป็นการเลือกตั้งหลังบ้านเมืองผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาแล้ว หวังว่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกคนต้องลุกขึ้นมาแก้ไข
ในแง่การใช้เงินหาเสียงเลือกตั้ง ปีนี้คาดว่าเม็ดเงินจะมากกว่าทุกครั้ง โดย อาธิศักดิ์ จอมสืบวิสิฐ ผู้ตรวจการ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดการณ์ว่า งบหาเสียงเลือกตั้งทั้งหมดในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 34 หมื่นล้านบาท เป็นงบ สส.ระบบเขต 1.5 ล้านบาทต่อคน
ขณะที่งบประมาณในส่วนของพรรค รวมทั้งระบบปาร์ตี้ลิสต์ จะได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อคนเช่นเดียวกัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน ตามค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น
“การใช้เงินหาเสียงหลักๆ จะอยู่ที่การทำกิจกรรมในพื้นที่ โดยเขตสำคัญกว่า 100 เขต ที่มีการแข่งขันสูง คาดว่าจะใช้เงินหาเสียงไม่ต่ำกว่า 2030 ล้านบาทต่อคน ส่วนการใช้เงินกับสื่อจะเป็นอีกส่วนหนึ่ง” อาธิศักดิ์ กล่าว
สำหรับการใช้เงินในสื่อหลักๆ จะเป็นโปสเตอร์ แผ่นพับ ใบปลิว ส่วนสื่อหลักอย่างโทรทัศน์และวิทยุ กกต.จะจัดสรรเวลาให้ และขอความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์เพื่อให้ทุกพรรคโฆษณาหาเสียงได้อย่างเท่าเทียม โดยแต่ละพรรคไม่สามารถซื้อเวลาเองได้
ที่น่าสนใจ คือ สื่อสมัยใหม่ อินเทอร์เน็ต เคเบิลและทีวีดาวเทียม ซึ่ง กกต.ไม่ได้ห้ามโฆษณาหาเสียง แต่ผู้สมัครจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงด้วย โดยอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจับตาดูเป็นพิเศษ
อาธิศักดิ์ กล่าวว่า มีแนวโน้มที่ผู้สมัครจะใช้สื่อสมัยใหม่มากขึ้น แต่ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง อย่างอินเทอร์เน็ต หรือโซเชียลมีเดีย อาจตรวจสอบได้ยาก แต่หากมีผู้ร้องเรียน กกต.ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
สำหรับเคเบิลกับทีวีดาวเทียม คาดว่าจะต้องใช้หลักการเดียวกับสื่อโทรทัศน์ คือ ห้ามออกสปอตโฆษณาหาเสียง เพราะฉะนั้นอยากให้ผู้สมัครระมัดระวัง หากไม่อยากเสี่ยงกับการโดนใบแดงหรือยุบพรรค
ปารเมศร์ รัชไชยบุญ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการใช้เงินหาเสียงเลือกตั้งในปีนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดมากกว่าครั้งก่อน โดยเงินส่วนใหญ่ในสื่อจะลงในสื่อสิ่งพิมพ์ และป้ายโฆษณาเป็นหลัก ส่วนสื่อหลัก โทรทัศน์ วิทยุ จะเป็นการจัดสรรงบจาก กกต. ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่ออุตสาหกรรมโฆษณาโดยตรง
ทั้งนี้ จะส่งผลโดยอ้อม ทำให้สินค้าใช้งบประมาณในการโฆษณามากขึ้น เช่น กลุ่มอุปโภคบริโภค เนื่องจากเห็นแนวโน้มกำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ดีของผู้บริโภค และมีหน่วยงานราชการ เช่น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินเพิ่มขึ้นมา คาดว่าอุตสาหกรรมโดยรวมปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10%
“จุดชี้ขาดของการเลือกตั้งครั้งนี้จะอยู่ที่สื่อสมัยใหม่ เช่น ทวิตเตอร์ โซเชียล มีเดียอื่นๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตราว 20 ล้านคน กลุ่มนี้บางส่วนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก มีไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน ถือเป็นพลังเงียบที่ถ้าใครเข้าถึงได้จะได้เปรียบพรรคคู่แข่ง” ปารเมศร์ กล่าว
ที่สำคัญ กกต.ควรมีกฎ กติกา สำหรับสื่อใหม่ให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นหากมีกรณีใดๆ ขึ้นมา และไม่มีมาตรฐานเดียวกัน จะทำให้ปัญหาการเมืองในประเทศนี้ไม่จบสักที







