
Crisis Watch
โอกาสในกัมพูชากำลังจะหมดลง
โอกาสในกัมพูชากำลังจะหมดลง
โดย..ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ในช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา กระผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังกัมพูชาเพื่อศึกษาลู่ทางการลงทุน รวมถึงได้มีโอกาสเข้าพบและพูดคุยกับข้าราชการระดับสูงของกัมพูชา ข้าราชการระดับสูงของไทยในกัมพูชา รวมถึงนักธุรกิจไทยในกัมพูชา ซึ่งมีความคิดเห็นพ้องกันในหลายเรื่อง
กัมพูชามีโอกาสการลงทุนสูงมากสำหรับนักธุรกิจไทย เนื่องจากมีประชาชนเพิ่มขึ้น และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดอุปสงค์ในด้านต่างๆ จำนวนมาก ขณะเดียวกันรัฐบาลกัมพูชามีนโยบายกีดกันการลงทุนจากต่างประเทศค่อนข้างน้อย
ความจริงแล้วประเทศไทยน่าจะได้เปรียบในการลงทุนในกัมพูชาเป็นอย่างมาก เนื่องจากไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา
จากนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ประกอบกับในประเทศที่มีทำเลที่ตั้งติดกับกัมพูชานั้น ไทยมีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสูงสุด ประกอบกับชาวกัมพูชาคุ้นเคยและนิยมใช้สินค้าจากประเทศไทย ดังนั้นน่าจะใช้ความได้เปรียบนี้ไปทำธุรกิจในกัมพูชาอย่างประสบผลสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม บทบาททางเศรษฐกิจของไทยในกัมพูชามีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีหลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ กลับมีการลงทุนในกัมพูชามากกว่าไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายโอกาสเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากคู่แข่งสามารถตั้งมั่นยึดครองตลาดแล้ว ก็ยากที่จะไปลงทุนหรือไปเจาะตลาดในภายหลัง
สำหรับเหตุผลความอ่อนตัวลงของการลงทุนไทยในกัมพูชามีสาเหตุหลายประการ
ประการแรก คนไทยเห็นว่าการลงทุนในกัมพูชามีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์จลาจลเมื่อปี 2546 ซึ่งจากการเดินทางไปกัมพูชาครั้งนี้ แม้อยู่ในช่วงกระแสขัดแย้งในเรื่องพรมแดนก็ตาม แต่ฝ่ายกัมพูชากลับยินดีต้อนรับคณะนักลงทุนจากประเทศไทยอย่างเต็มที่
ชาวกัมพูชาไม่ได้มีกระแสต่อต้านคนไทยอย่างมากมายแต่อย่างใด
ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยได้รับบทเรียนราคาแพงในครั้งนั้น ดังนั้น ต้องดำเนินนโยบายในด้าน CSR อย่างเต็มที่ เป็นต้นว่า โรงงานปูนซีเมนต์ของกลุ่ม SCG ของไทยที่จังหวัดกัมปอต จะมีการทอดกฐินที่วัดใกล้เคียง มีการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปรักษาชาวบ้าน
การจัดกิจกรรมนำช่างตัดผมไปตัดผมชาวบ้าน การต้อนรับชาวกัมพูชาที่มาเยี่ยมชมโรงงาน ฯลฯ ส่งผลให้ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้แต่อย่างใด
ประการที่สอง ยังไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งจากการที่ได้เคยมีประสบการณ์ทำงานในเรื่องนี้ พบว่าหากนับเฉพาะการจัดประชุมสัมมนาและนำนักธุรกิจไทยไปศึกษาลู่ทางการลงทุนในต่างประเทศแล้ว ประเทศไทยนับว่ายอดเยี่ยมมาก เนื่องจากจัดกิจกรรมมากมายจนรัฐบาลต่างประเทศถึงกับกล่าวว่านักลงทุนไทยมาบ่อยมาก แต่ไม่ลงทุนสักที
ในส่วนความช่วยเหลือของรัฐบาลเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศในเรื่องอื่นๆ นั้น นักลงทุนต้องไปว่ากันเอง ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด นับว่าแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ซึ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนไปยังต่างประเทศอย่างจริงจัง มีการทำงานเป็นทีมระหว่างรัฐบาล ธนาคารและนักธุรกิจ รัฐบาลจะไปร่วมเจรจากับรัฐบาลต่างประเทศ และให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม เช่น สนับสนุนทางการเงินแก่โครงการลงทุน
ประการที่สาม เดิมรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกัมพูชาค่อนข้างมาก ทำให้ส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจในกัมพูชาโดยทางอ้อม เช่น การช่วยเหลือด้านก่อสร้างถนน จะมีเงื่อนไขต้องใช้ผู้รับเหมาก่อสร้างหรือวัสดุก่อสร้างจากไทย ขณะเดียวกันก็เป็นการก่อสร้างเส้นทางโลจิสติกส์เชื่อมโยงถึงตอนในของประเทศกัมพูชาไปในตัว
แต่ปัจจุบันความช่วยเหลือต่อรัฐบาลกัมพูชาแทบจะหมดไป กล่าวกันว่าเหลือเฉพาะทอดกฐินผ้าป่าเท่านั้น ซึ่งความจริงฝ่ายกัมพูชาก็ไม่ต้องการแต่อย่างใด ฝ่ายไทยต้องขอไปทอดกฐินผ้าป่าเอง
กรณีข้างต้นนับว่าแตกต่างจากประเทศอื่นๆ เช่น จีน เวียดนาม ฯลฯ มีการสนับสนุนช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่กัมพูชามากมายกว่าไทยอย่างไม่เห็นฝุ่น
หากไทยไม่ทบท โอกาสในกัมพูชา
กำลังจะหมดลงในช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา กระผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังกัมพูชาเพื่อศึกษาลู่ทางการลงทุน รวมถึงได้มีโอกาสเข้าพบและพูดคุยกับข้าราชการระดับสูงของกัมพูชา ข้าราชการระดับสูงของไทยในกัมพูชา รวมถึงนักธุรกิจไทยในกัมพูชา ซึ่งมีความคิดเห็นพ้องกันในหลายเรื่อง
กัมพูชามีโอกาสการลงทุนสูงมากสำหรับนักธุรกิจไทย เนื่องจากมีประชาชนเพิ่มขึ้น และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดอุปสงค์ในด้านต่างๆ จำนวนมาก ขณะเดียวกันรัฐบาลกัมพูชามีนโยบายกีดกันการลงทุนจากต่างประเทศค่อนข้างน้อย
ความจริงแล้วประเทศไทยน่าจะได้เปรียบในการลงทุนในกัมพูชาเป็นอย่างมาก เนื่องจากไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา
จากนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ประกอบกับในประเทศที่มีทำเลที่ตั้งติดกับกัมพูชานั้น ไทยมีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสูงสุด ประกอบกับชาวกัมพูชาคุ้นเคยและนิยมใช้สินค้าจากประเทศไทย ดังนั้นน่าจะใช้ความได้เปรียบนี้ไปทำธุรกิจในกัมพูชาอย่างประสบผลสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม บทบาททางเศรษฐกิจของไทยในกัมพูชามีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีหลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ กลับมีการลงทุนในกัมพูชามากกว่าไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายโอกาสเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากคู่แข่งสามารถตั้งมั่นยึดครองตลาดแล้ว ก็ยากที่จะไปลงทุนหรือไปเจาะตลาดในภายหลัง
สำหรับเหตุผลความอ่อนตัวลงของการลงทุนไทยในกัมพูชามีสาเหตุหลายประการ
ประการแรก คนไทยเห็นว่าการลงทุนในกัมพูชามีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์จลาจลเมื่อปี 2546 ซึ่งจากการเดินทางไปกัมพูชาครั้งนี้ แม้อยู่ในช่วงกระแสขัดแย้งในเรื่องพรมแดนก็ตาม แต่ฝ่ายกัมพูชากลับยินดีต้อนรับคณะนักลงทุนจากประเทศไทยอย่างเต็มที่
ชาวกัมพูชาไม่ได้มีกระแสต่อต้านคนไทยอย่างมากมายแต่อย่างใด
ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยได้รับบทเรียนราคาแพงในครั้งนั้น ดังนั้น ต้องดำเนินนโยบายในด้าน CSR อย่างเต็มที่ เป็นต้นว่า โรงงานปูนซีเมนต์ของกลุ่ม SCG ของไทยที่จังหวัดกัมปอต จะมีการทอดกฐินที่วัดใกล้เคียง มีการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปรักษาชาวบ้าน
การจัดกิจกรรมนำช่างตัดผมไปตัดผมชาวบ้าน การต้อนรับชาวกัมพูชาที่มาเยี่ยมชมโรงงาน ฯลฯ ส่งผลให้ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้แต่อย่างใด
ประการที่สอง ยังไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งจากการที่ได้เคยมีประสบการณ์ทำงานในเรื่องนี้ พบว่าหากนับเฉพาะการจัดประชุมสัมมนาและนำนักธุรกิจไทยไปศึกษาลู่ทางการลงทุนในต่างประเทศแล้ว ประเทศไทยนับว่ายอดเยี่ยมมาก เนื่องจากจัดกิจกรรมมากมายจนรัฐบาลต่างประเทศถึงกับกล่าวว่านักลงทุนไทยมาบ่อยมาก แต่ไม่ลงทุนสักที
ในส่วนความช่วยเหลือของรัฐบาลเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศในเรื่องอื่นๆ นั้น นักลงทุนต้องไปว่ากันเอง ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด นับว่าแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ซึ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนไปยังต่างประเทศอย่างจริงจัง มีการทำงานเป็นทีมระหว่างรัฐบาล ธนาคารและนักธุรกิจ รัฐบาลจะไปร่วมเจรจากับรัฐบาลต่างประเทศ และให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม เช่น สนับสนุนทางการเงินแก่โครงการลงทุน
ประการที่สาม เดิมรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกัมพูชาค่อนข้างมาก ทำให้ส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจในกัมพูชาโดยทางอ้อม เช่น การช่วยเหลือด้านก่อสร้างถนน จะมีเงื่อนไขต้องใช้ผู้รับเหมาก่อสร้างหรือวัสดุก่อสร้างจากไทย ขณะเดียวกันก็เป็นการก่อสร้างเส้นทางโลจิสติกส์เชื่อมโยงถึงตอนในของประเทศกัมพูชาไปในตัว
แต่ปัจจุบันความช่วยเหลือต่อรัฐบาลกัมพูชาแทบจะหมดไป กล่าวกันว่าเหลือเฉพาะทอดกฐินผ้าป่าเท่านั้น ซึ่งความจริงฝ่ายกัมพูชาก็ไม่ต้องการแต่อย่างใด ฝ่ายไทยต้องขอไปทอดกฐินผ้าป่าเอง
กรณีข้างต้นนับว่าแตกต่างจากประเทศอื่นๆ เช่น จีน เวียดนาม ฯลฯ มีการสนับสนุนช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่กัมพูชามากมายกว่าไทยอย่างไม่เห็นฝุ่น
หากไทยไม่ทบทวนนโยบายการลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงลดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ก็คาดว่าโอกาสทางธุรกิจของไทยในกัมพูชาจะหมดลงอย่างรวดเร็ว และน่าจะส่งผลกระทบต่อไทยมากกว่ากัมพูชา เนื่องจากมีประเทศอื่นๆ สนใจจะไปลงทุนหรือทำมาค้าขายจำนวนมากโดยไม่ต้องง้อประเทศไทยแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น เดิมสินค้าไทยที่เคยครองตลาดจำนวนมาก เริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเกิดความขัดแย้งกันบ่อยครั้ง นักธุรกิจกัมพูชาจึงพยายามลดความเสี่ยงกรณีขาดแคลนสินค้าหากไทยปิดพรมแดน โดยหันไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่นมากยิ่งขึ้น หากแบรนด์ของต่างประเทศติดตลาดแล้ว ก็ยากที่ไทยจะแย่งตลาดกลับคืนมา m
วนนโยบายการลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงลดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ก็คาดว่าโอกาสทางธุรกิจของไทยในกัมพูชาจะหมดลงอย่างรวดเร็ว และน่าจะส่งผลกระทบต่อไทยมากกว่ากัมพูชา เนื่องจากมีประเทศอื่นๆ สนใจจะไปลงทุนหรือทำมาค้าขายจำนวนมากโดยไม่ต้องง้อประเทศไทยแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น เดิมสินค้าไทยที่เคยครองตลาดจำนวนมาก เริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเกิดความขัดแย้งกันบ่อยครั้ง นักธุรกิจกัมพูชาจึงพยายามลดความเสี่ยงกรณีขาดแคลนสินค้าหากไทยปิดพรมแดน โดยหันไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่นมากยิ่งขึ้น หากแบรนด์ของต่างประเทศติดตลาดแล้ว ก็ยากที่ไทยจะแย่งตลาดกลับคืนมา







