
‘ชัย’รับซื้อเกษมราษฎร์แพง
ลั่นผลตอบแทนเร็วคุ้มค่าลงทุนโรงหมอขนาดใหญ่ฟาดกำไรอู้ฟู่
ลั่นผลตอบแทนเร็วคุ้มค่าลงทุนโรงหมอขนาดใหญ่ฟาดกำไรอู้ฟู่
“ชัย โสภณพนิช” ผู้ถือหุ้นใหญ่ รพ.บำรุงราษฎร์ ยอมรับซื้อหุ้น KH แพงกว่าราคาตลาด เพื่อมีส่วนร่วมในการบริหาร
นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ตอบคำถามผู้ถือหุ้นในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ว่า การที่ BH เข้าซื้อหุ้น บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล (KH) เจ้าของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ในราคาหุ้นละ 8.50 บาท สูงกว่าราคาตลาดที่ 7.20 บาท และแพงกว่าที่บรรดาโบรกเกอร์คาดที่ 8.20 บาทนั้น เกิดจากที่ปรึกษาการเงินให้ราคายุติธรรม โดยใช้เงิน 3,500 ล้านบาท เพราะได้เข้าไปร่วมบริหารเพื่อผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ด้วย จากราคาที่ซื้อ 540 ล้านบาท เทียบมูลค่ากิจการปี 2553 โรงพยาบาลแห่งนี้ 470 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากประเมินว่า KH มีกำไรสุทธิปี 2553 ที่ 806 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 38 สตางค์ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น1.88 บาท คงใช้เวลา 22 ปี ในการได้ทุนที่ซื้อไปคืนมา แต่การมีสิทธิเข้าไปร่วมบริหาร ทำให้มั่นใจว่าจะทำให้ความสามารถในการทำกำไรของ KH ดีกว่าที่คาดไว้เดิมโดยไม่ต้องรอนานขนาดนั้น
“การร่วมมือกันทำให้ BH เข้าใจการดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลสำหรับลูกค้าระดับกลางถึงระดับล่าง และ KH เข้าใจในการดำเนินธุรกิจสำหรับลูกค้าระดับบน โดยเราไม่คิดจะเข้าซื้อกิจการทั้งหมด จึงซื้อไม่ถึง 25% มิเช่นนั้นจะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้ง 100%”
นายชัย กล่าวว่า สิ่งที่ยืนยันว่าการเข้าซื้อ KH ของ BH ถูกต้อง คือการที่ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นจากประมาณ 32-33 บาทต่อหุ้น เป็น 39-40 บาท ในปัจจุบัน
นายวิชัย ทองแตง ประธานกรรมการ กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท เปิดเผยว่า อนาคตธุรกิจของโรงพยาบาลพญาไท ภายใต้โรงพยาบาลกรุงเทพ (BGH) นั้น จะมีความแข็งแกร่ง ซึ่งนักลงทุนและผู้ถือหุ้นไม่ต้องเป็นห่วง
นอกจากนี้ อยากให้ผู้ถือหุ้นถือหุ้นต่อไปเพื่อแลกหุ้นแทนที่จะขายเพื่อรับเงินสด และอนาคตหลังกลายเป็นผู้ถือหุ้น BGH ก็จะมีโอกาสได้รับเงินปันผลหลังจากที่ถือหุ้น บริษัท ประสิทธิ์พัฒนา หรือ PYT มา ไม่ได้รับเงินปันผล
“ผมก็เหมือนกับผู้ถือหุ้นอื่นๆ ที่ซื้อหุ้น PYT ตลอดระยะเวลา 7 ปี ไม่เคยได้รับเงินปันผล เพราะยังมีผลขาดทุนอยู่ 1,205 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเราไปอยู่ภายใต้บริษัทที่แข็งแกร่งก็มีโอกาสที่จะได้รับเงินปันผลแน่นอน”
ดังนั้น อนาคตหลังผนึกกิจการกันก็จะทำให้กลายเป็นโรงพยาบาลที่แข็งแกร่งและใหญ่ขึ้น เพราะมีโรงพยาบาลในเครือข่ายมากถึง 28 แห่ง และยังมีอนาคตที่เติบโต
นางนฤมล น้อยอ่ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน BGH กล่าวว่า บริษัทคงออกหุ้นกู้อีกแล้วปีนี้ หลังจากระดมไปประมาณ 3,000 ล้านบาท และได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีด้วย ส่วนอนาคต BGH จะไปซื้อกิจการแห่งใดอีกหรือไม่ก็เป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นใหญ่
ด้านผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงพยาบาลในไตรมาสแรกปีนี้ โรงพยาบาลขนาดใหญ่จะมีกำไรที่ดีขึ้น โดย BH มีกำไรสุทธิ 415.82 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 0.57 บาท เพิ่มขึ้น 12.61% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
สำหรับ BGH กำไรสุทธิ 835.78 ล้านบาท เท่ากับ 0.67 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นประมาณ 10.90% บริษัท สมิติเวช (SVH) กำไรสุทธิ 202.31 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 2.02 บาท เติบโตกว่า 27%
อย่างไรก็ตาม KH มีกำไรลดลงประมาณ 13% เหลือจำนวน 143.12 ล้านบาท หรือ 0.09 บาทต่อหุ้น







