
รีไฟแนนซ์นี้บัตรเครดิตนโยบายบิดเบือนกลไกตลาด
ถึงจะถูกโจมตีว่าโครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตจากธนาคารพาณิชย์ไปอยู่ที่ธนาคารของรัฐ
ถึงจะถูกโจมตีว่าโครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตจากธนาคารพาณิชย์ไปอยู่ที่ธนาคารของรัฐ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ถึงจะถูกโจมตีว่าโครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตจากธนาคารพาณิชย์ไปอยู่ที่ธนาคารของรัฐ เป็นโครงการที่แฝงการหาเสียง เพราะรัฐบาลอยู่มานานแล้วทำไมไม่ทำ ต้องมาทำช่วงที่ประกาศยุบสภา
อีกทั้งยังโดนนายแบงก์โจมตีว่าทำลายกลไกตลาดการเงินเสรีอีกด้วย
แต่ธนาคารของรัฐทั้งหลาย ที่กระทรวงการคลังมอบหมายให้ทำ ก็ต้องดั้นด้นเดินหน้าโครงการต่อไป ธนาคารที่จะรับโครง การนี้ไปเต็มๆ เลยคือ ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย
สำหรับธนาคารออมสิน นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคาร เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมเดินหน้าโครงการแก้หนี้ให้กับลูกหนี้บัตรเครดิต โดยจะรับรีไฟแนนซ์หนี้บัตรสูงสุด 3 แสนบาทต่อราย เบื้องต้นคาดว่าค่าเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่รายละ 1 แสนบาท
ทั้งนี้ ลูกหนี้ต้องยอมรับเงื่อนไข คือ การตรวจเครดิตบูโรเพื่อดูถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และดูว่าลูกหนี้รายดังกล่าวมีบัตรเครดิตกี่ใบ มีภาระหนี้สินอย่างอื่นหรือไม่ เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ เพื่อคำนวณดูถึงความสามารถในการชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนด 35 ปี ได้หรือไม่
นอกจากนี้ ลูกหนี้ที่เข้าโครงการนี้ต้องยอมรับเงื่อนไขการคืนบัตรใบที่นำมาปรับโครงสร้างหนี้ด้วย และต้องชำระหนี้กับธนาคารให้ได้ตามเงื่อนไขก่อนอย่างน้อย 6 เดือน1 ปี
“ธนาคารจะไม่เข้าไปดูว่าลูกหนี้มีฐานเงินเดือนเท่าไร เพราะเป็นเรื่องที่ธนาคารเจ้าของบัตรพิจารณามาก่อนแล้ว แต่การตรวจเครดิตบูโรเพื่อดูว่าลูกหนี้รายนั้นมีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ และในระหว่างที่ยังปรับโครงสร้างหนี้อยู่ในช่วง 1 ปีแรก ลูกหนี้จะยังไม่สามารถทำบัตรเครดิตใหม่ได้” นายเลอศักดิ์ กล่าว
นายเลอศักดิ์ กล่าวอีกว่า ธนาคารออมสินได้เตรียมวงเงินไว้ 4,500 ล้านบาท ส่วนธนาคารกรุงไทยเตรียมวงเงินไว้ 4,500 ล้านบาท และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเตรียมวงเงินไว้ 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีข้อสรุปภายในสิ้นเดือนนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ทางธนาคารรัฐจะอ้าแขนรับลูกหนี้เน่าเหล่านี้อย่างเต็มอกเต็มใจ ท่ามกลางเสียงบ่นของธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ แต่ยังไม่เคยมีความเห็นจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ มีเพียงนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ที่ให้ความเห็นคัดค้าน แต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไร
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากสายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวยอมรับว่า การจัดทำโครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตของกระทรวงการคลังด้วยอัตราดอกเบี้ย 10% หรือครึ่งหนึ่งของดอกเบี้ยในตลาดปัจจุบัน 20% ที่เตรียมจะให้ธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสินทำเร็วๆ นี้ ในวงเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อลดภาระของประชาชนนั้น น่าจะมีผลกระทบต่อการขยายสินเชื่อบัตรเครดิตของระบบธนาคารพาณิชย์ให้ลดลงบ้าง
การดำเนินการดังกล่าวเปรียบเสมือนเจ้ามือลงมาเล่นเอง สามารถเสนอดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดถึงครึ่งหนึ่งของกลไกการตลาดปกติ ย่อมดึงความสนใจลูกค้าผู้ถือบัตรได้มากกว่า ที่สำคัญไม่มีต้นทุนเพิ่ม ไม่มีความเสี่ยงหนี้เสียเพิ่มด้วย เนื่องจากรับเฉพาะลูกค้าที่ผ่อนชำระดี ย่อมทำให้สินเชื่อในระบบหดตัวบ้าง
“การที่เจ้ามือลงมาเล่นเองแบบนี้ย่อมกระทบตลาดบ้าง เพราะทำให้กลไกการแข่งขันบิดเบี้ยวไป จากการเสนอเงื่อนไขดึงดูดลูกค้าได้ดีกว่า แต่คงกระทบไม่มากนัก ถ้าโครงการนี้เปิดทำแบบจำกัด มีระยะเวลา ไม่ทำไปตลอด ถ้าทำวงเงิน 1 หมื่นล้านก็น่าจะจบแค่นั้น ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับสินเชื่อบัตรเครดิตทั้งระบบ ที่มียอดคงค้างล่าสุดเมื่อสิ้นเดือน มี.ค.ปีนี้ที่ 1.95 แสนล้านบาท” แหล่งข่าวเปิดเผย
ทั้งนี้ ธปท.มองว่าโครงการนี้มีส่วนดีจากการที่ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์เพิ่ม เพราะในภาวะเช่นนี้ผู้ประกอบการในธุรกิจบัตรเครดิตน่าจะพิจารณาหากลยุทธ์ สิทธิประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งมาเสนอลูกค้า เพื่อรักษายอดสินเชื่อและฐานลูกค้าไว้ให้เสียหายน้อยที่สุด มากกว่าที่จะเลือกใช้วิธีปรับขึ้นค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เป็นการซ้ำเติมลูกค้า เพื่อหารายได้มาชดเชยรายได้ที่คาดว่าจะสูญไปจากโครงการนี้ เนื่องจากหากขึ้นค่าธรรมเนียมต่างๆ จริง อาจจะสูญรายได้มากกว่าที่คาดไว้ได้ นอกจากนี้ยังอาจจะขัดหลักเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดไว้ในปัจจุบันด้วย
“เราคิดว่าแบงก์ไม่กล้าเลือกวิธีขึ้นค่าธรรมเนียมมาชดเชยรายได้ที่คาดว่าจะเสียไปจากโครงการนี้แน่ๆ เพราะเท่ากับไล่ลูกค้าตัวเองให้หนีไปที่อื่น ซึ่งมีผลให้รายได้ลดลงได้ด้วย ที่สำคัญถ้าจะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีอยู่ตอนนี้ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะขัดหลักเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดให้คิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนต่างๆ รวมกันได้ไม่เกินเพดาน 20% ฉะนั้น ถ้าแบงก์จะขึ้นค่าธรรมเนียมจริงๆ ก็ต้องมาหารือกับ ธปท.ใหม่ ทางที่ดีแบงก์น่าจะหาสิทธิประโยชน์อื่นมาดึงลูกค้าไม่ให้ไปดีกว่า” แหล่งข่าว ธปท.ระบุ
ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือน มี.ค.ปีนี้ ยอดบัญชีลูกค้าบัตรเครดิตมีจำนวน 14.32 ล้านใบ มียอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น 1.95 แสนล้านบาท มียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) รวม 4,722 ล้านบาท และมียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรรวมทั้งสิ้น 9.83 หมื่นล้านบาท







