
บีโอไอเผยยอดต่างชาติลงทุน4เดือนกระฉูดแสนล้าน
บีโอไอปลื้มยอดลงทุนตรงจากต่างชาติ4เดือน 1.08 แสนล้านบาทพุ่ง103% โดยญี่ปุ่นยังครองแชมป์ ตามด้วยจีน ฮ่องกง สหรัฐ
บีโอไอปลื้มยอดลงทุนตรงจากต่างชาติ4เดือน 1.08 แสนล้านบาทพุ่ง103% โดยญี่ปุ่นยังครองแชมป์ ตามด้วยจีน ฮ่องกง สหรัฐ
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงสถิติโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วง 4 เดือนของแรก(ม.ค.-เม.ย.) มีทิศทางที่ดีขึ้นมีนักลงทุนต่างชาติยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน336 โครงการคิดเป็นวงเงินลงทุน 1.08 แสนล้านบาท โดยจำนวนโครงการปรับเพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปี 2553 ที่มี 245 โครงการ ในขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 103% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่า 53,302 ล้านบาท
การลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่ เป็นการยื่นขอรับส่งเสริมในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร และโลหะ จำนวน 119 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม4.88 หมื่นล้านบาท ตามด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 72 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1.86 หมื่นล้านบาท และกลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 56 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1.56 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้การลงทุนจากต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้น มาจากหลายประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และสหรัฐ ซึ่งประเทศเหล่านี้มีทิศทางการลงทุนปรับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ยังเป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีจำนวนทั้งสิ้น 172 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 4.51 หมื่นล้านบาท ซึ่งจำนวนโครงการปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวน 99 โครงการ หรือประมาณ 73% ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 76%
อย่างไรก็ตามการลงทุนจากญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นการยื่นขอรับส่งเสริมในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร และโลหะ มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 2.44 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นกลุ่มปิโตรเคมี มูลค่าประมาณ 7,500 ล้านบาท และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ มูลค่าประมาณ 7,200 ล้านบาท
สำหรับประเทศที่มีการลงทุนรองลงมาเป็นอันดับสองคือ คือการลงทุนจากประเทศจีน มีจำนวน 9 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 2 หมื่นล้านบาท โดยมีมูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 212 % เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 6,444 ล้านบาทซึ่ง ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มยานยนต์ เครื่องจักร โลหะ มูลค่าประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ส่วนการลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ มีจำนวน 23 โครงการ เงินลงทุนรวม 1.21 หมื่นล้านาท จำนวนโครงการใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่มีมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 6,897 ล้านบาท หรือประมาณ 76%
ทางด้านการลงทุนจาก ฮ่องกง มี 11 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมาที่มี 7 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 2,265 ล้านบาท ซึ่งโครงการปรับเพิ่มขึ้น 57% ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 346% ส่วนการลงทุนจากสหรัฐอเมริกา มีจำนวนทั้งสิ้น 9 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 3,143 ล้านบาท ปรับเพิ่มจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ที่มี 11 โครงการ เงินลงทุน 901 ล้านบาท หรือมีมูลค่าปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 249%
“แนวโน้มการลงทุนสสปีนี้ถือว่าปรับตัวดีขึ้นมาสังเกตจากตัวเลขการลงทุนตรงจากต่างชาติมีหลายประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการ และมูลค่าเงินลงทุน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเป็นศูนย์กลางด้านการลงทุนของไทย โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ที่ยังมีการเข้ามาลงทุนในสัดส่วนเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปแบบของการลงทุนในโครงการใหม่ และขยายการลงทุนเพื่อต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ”นางอรรชกากล่าว







