
70เหมืองแร่ลุ้นเหงื่อแตก
หวั่นกก.4ฝ่ายสั่งหยุดกิจการ เร่งชงข้อมูลประชาพิจารณ์
โพสต์ทูเดย์
— กิจการเหมืองแร่ 70 แห่ง ลุ้นการทำเหมืองไม่เป็นกิจการรุนแรง พร้อมเตรียมจัดทำแผนรองรับปัญหาและชี้แจงข้อมูลนายสมเกียรติ ภู่ธงชัยฤทธิ์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเหมืองแร่ เช่น แร่หินในอุตสาหกรรมก่อสร้างและซีเมนต์ แร่ทองคำ แร่ทองแดง รวมกัน 70 แห่ง ที่ได้รับใบอนุญาตหลังวันที่ 24 ส.ค. 2550 แสดงความกังวลว่าคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ปัญหามาบตาพุด จะใช้เกณฑ์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้เหมืองเป็นกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน
ทั้งนี้ ยอมรับว่าหากในอนาคตเหมืองถูกประกาศให้อยู่ในกิจการรุนแรง จะทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนในการหยุดกิจการชั่วคราว รวมถึงไทยอาจขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรม ก่อสร้าง เซรามิก รวมถึงทองคำด้วย
“
ช่วงการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) นั้น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้ดำเนินการศึกษาที่เข้มงวด รวมถึงการรับฟังความเห็นของชาวบ้าน และศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพรวมอยู่ด้วย ซึ่งขณะนี้กรมได้หารือกับผู้ประกอบการเพื่อหาข้อมูลชี้แจงต่อคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” นายสมเกียรติ กล่าวนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า วันที่ 19 ก.พ. จะมีการเปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับการจัดประเภทกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชนรุนแรงที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเอกชนอยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูลทางด้านเทคนิคและวิชาการเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งจำเป็นจะต้องออกมาเป็นมาตรฐานในระดับสากลเป็นที่ยอมรับของนานาชาติเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย
“
นักลงทุนยังกังวลในประเด็นนี้อยู่ เพราะจะเห็นว่าบัญชีเดิมตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรฯ นั้น บางกิจการหลายฝ่ายมองว่าไม่น่าจะจัดอยู่ในบัญชีรุนแรง เช่น การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากกิจการที่จะเข้าไปลงทุนจะต้องผ่านกระบวนการทำอีไอเอ และผลกระทบสุขภาพ (เอชไอเอ) อยู่แล้ว” นายพยุงศักดิ์ กล่าวอย่างไรก็ตาม ขณะนี้กิจการส่วนใหญ่จาก 64 กิจการที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับกิจการนั้นได้มีการทยอยทำเอชไอเอแล้ว เพราะขั้นตอนจะต้องใช้เวลา ประกอบกับเห็นว่าคดีหลักยังไม่เป็นที่สิ้นสุด







