
‘ทรู’ควันออกหูอัด‘ทีดีอาร์ไอ’ยับ
ชี้บทความ3จีฯขาดหลักวิชาการให้ค่าเป็นแค่การคาดเดา
ชี้บทความ3จีฯขาดหลักวิชาการให้ค่าเป็นแค่การคาดเดา
ทรูฯ โต้ทีดีอาร์ไอ ย้ำการวิเคราะห์ของทีดีอาร์ไอเป็นแค่การคาดเดา ขาดหลักข้อเท็จจริงที่นักวิชาการพึงกระทำ
เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องข้อชี้แจงต่อการคาดเดาของทีดีอาร์ไอ ภายหลังจากที่นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ก็ได้เขียนบทความเรื่อง “คดีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี : ประโยชน์สาธารณะอยู่ที่ไหน และใครถ่วงความเจริญ” โดยทรูฯ ชี้แจงว่า บทความดังกล่าวของทีดีอาร์ไอนั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ขาดการวิเคราะห์ตามหลักนักวิชาการ
ทั้งนี้ เนื้อหาของคำชี้แจงระบุว่า ทีดีอาร์ไอเกิดความหลงผิดในเนื้อหาสาระของกฎหมาย และประกาศของ กทช. ในเรื่องที่บอกว่า นอกจากทีโอทีแล้วประเทศไทยจะมีผู้ให้บริการ 3จี อีกรายเดียวคือ ทรู ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นอกจากทีโอทีแล้วผู้ให้บริการอีกรายคือ บริษัท กสท โทรคมนาคม ที่เป็นผู้ให้บริการในฐานะ “ผู้ขายส่งบริการ” ตามประกาศคณะกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และบริษัท เรียลมูฟ เข้ามารับดำเนินการในฐานะ “ผู้ขายต่อบริการ” ตามประกาศดังกล่าวของ กทช.
นอกจากนี้ กสทฯ ไม่ได้ผูกขาดให้เรียลมูฟเข้ามาทำหน้าที่ผู้ขายต่อบริการ หรือ MVNO เพียงรายเดียว ในเรื่องการให้บริการภายใต้ความเสมอภาคนั้น ภายใต้กฎเกณฑ์ของ กทช. บรรดาผู้ให้บริการ MVNO ของทีโอที จะต้องให้บริการภายใต้เงื่อนไขเดียวกันที่กำหนดโดยทีโอที และเช่นเดียวกัน บรรดาผู้ให้บริการ “ขายต่อบริการ”ของ กสทฯ ก็จะต้องให้บริการภายใต้เงื่อนไขเดียวกันที่กำหนดโดย กสทฯซึ่งทั้งเอไอเอสและดีแทคก็สามารถเข้าร่วมให้บริการ 3จี กับ กสทฯ ได้ ได้โดยเลือกเอาว่าจะเข้ากลุ่ม MVNO โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขของทีโอที หรือจะขอเข้ากลุ่ม “ผู้ขายต่อบริการ”
อย่างไรก็ตาม ในเนื้อหาของหนังสือ ทรูฯ ใช้คำว่า “ทีดีอาร์ไอคาดเดา” ในกรณีที่ระบุว่า รัฐจะเสียหายจากการที่ กสทฯ ไม่ได้เปิดประมูลคลื่น 3จี ไม่ต่ำกว่า 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งทรูฯ ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไร้การวิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงที่นักวิชาการพึงจะกระทำ
“คลื่นความถี่ที่กล่าวถึงเป็นคลื่นความถี่ที่เดิมของ กสทฯ และ กสทฯ ได้ใช้คลื่นความถี่นี้ภายใต้เครื่องหมายการให้บริการ Hutch แต่ในขณะนี้เรียลมูฟได้เข้าไปซื้อหุ้นทั้งหมดของฮัทช์ เพื่อทำการตลาดและวางโครงข่าย แต่ กสทฯ ยังเป็นเจ้าของคลื่นเช่นเดิม” เนื้อหาในจดหมายระบุ
ทั้งนี้ กสทฯไม่ได้โอนใบอนุญาตการใช้คลื่นไปให้บุคคลภายนอกแต่อย่างใด โดยกสทฯเพียงแต่ประกอบกิจการ “ขายส่งบริการ” และใช้คลื่นความถี่นั้นในการให้บริการดังกล่าว โดยที่ผู้ให้บริการ “ขายต่อบริการ” รุ่นแรกจะประกอบไปด้วย กสทฯ เอง และบริษัท เรียล มูฟ กสทฯมิได้นำคลื่นความถี่ไปให้บริษัทฯใช้ดังการคาดเดาของ TDRI แต่อย่างไร
สำหรับกรณีที่ทีดีอาร์ไอระบุว่า สัญญาระหว่าง กสทฯ กับทรูฯ นั้นเหมือนสัมปทาน ก็เป็นการคาดเดาที่ขาดเหตุผลประกอบ เพราะสัญญาระหว่างทรูฯ กับ กสทฯ นั้นผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายกฎหมายมืออาชีพผู้มีประสบการณ์ในด้านการสัญญามาอย่างมากมายหลายกลุ่ม รวมถึงอัยการสูงสุดแล้ว เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเมื่อใดที่ กสทช. จะนำคลื่นที่เหมาะสมกับ 3G คือคลื่นย่าน 2.1 MHz หรือคลื่นที่เหมาะสมกับ 4G ฯลฯ ออกมาให้ประมูล ผู้ให้บริการหลักทางด้านโทรคมนาคมไม่มีทางเลือกนอกจากจะเข้าร่วมประมูล แต่การที่แต่ละรายจะสู้ที่เงินเท่าใดนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับการการคาดการทางพาณิชย์ในด้านจุดคุ้มทุนของแต่ละรายซึ่งย่อมจะแตกต่างกันออกไป
เรื่องที่สามที่ TDRI คาดเดานั้น คือสัญญาที่ กสทฯทำกับบริษัทในเครือของบริษัทฯ “มีลักษณะคล้ายสัมปทานระหว่าง กสทฯ และทรู จะทำให้เกิดความไม่โปร่งใส ฯลฯ” การคาดเดานี้ไม่ได้แสดงเหตุผลประกอบการคาดเดา บริษัทฯขอเรียนว่าสัญญาระหว่าง กสทฯ และทรูนี้ผ่านยกร่าง ปรับปรุง และเจรจา และตรวจสอบจากนักกฎหมายมืออาชีพผู้มีประสบการณ์ในด้านการสัญญามาอย่างมากมายหลายกลุ่ม เป็นต้นว่า (๑) ที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการของ กสทฯ (๒)ฝ่ายกฎหมายของกสทฯ (๓)สำนักงานกฎหมายผู้เป็นที่ปรึกษากฎหมายของกสทฯ (๔)สำนักงานกฎหมายผู้เป็นที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทฯ (๕)ฝ่ายกฎหมายของบริษัทฯ (๖)สำนักงานกฎหมายผู้เป็นที่ปรึกษากฎหมายของธนาคารผู้ให้กู้ (๗)ฝ่ายกฎหมายของธนาคารผู้ให้กู้ และ (๘)สำนักงานอัยการสูงสุด รวมจำนวนนักกฎหมายอาชีพผู้มีประสบการณ์หลายสิบท่าน ก็ไม่มีใครเห็นว่าสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเหมือนสัมปทาน ดังการกล่าวอ้างของนักกฎหมาย TDRI
ด้านนายประพันธ์ บุญยเกียรติ โฆษกคณะกรรมการหรือบอร์ด บริษัท ทีโอที ในวันที่ 19 พ.ค. จะได้ข้อสรุปกรอบเอ็มวีเอ็นโอ โครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี หลังจากทีโอทีได้จ้างบริษัท บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป หรือบีซีจี เป็นผู้วางแผนกลยุทธ์การทำตลาด และจะนำเสนอบอร์ดเพื่อพิจารณาต่อไป
ทีโอที จะ รายงานข้อมูลผลประโยชน์ตอบแทนจากการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่เสนอคณะกรรมการเจรจาแก้ไขสัญญาตามมติ ครม. ให้คณะกรรมการรับทราบว่า ตามที่ ครม. มีมติเมื่อ 1 ก.พ. รับทราบข้อเสนอของกระทรวงไอซีทีที่จะให้มีการเจรจาเรื่องอัตราการจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากการแก้ไขสัญญาร่วมกัน ระหว่าง บมจ. ทีโอที กับบริษัทคู่สัญญา โดยกระทรวงฯ ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ตั้งคณะกรรมการเจรจาผลประโยชย์ตอบแทน กับการแก้ไขสัญญาเพิ่มเติมสัญญาร่วมในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่าง บมจ. ทีโอที, บมจ. กสท. โทรคมนาคม และบริษัทเอกชนคู่สัญญา
ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้แก้ไขสัญญาและรักษาผลประโยชน์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. ไปจนสิ้นสุดสัญญา และตั้งแต่ 1 ก.พ. เป็นการคำนวณ ซึ่งก่อนหน้านี้ ทีโอที เสนอข้อมูลให้คณะกรรมการพิจารณาไปแล้วในการแก้ไขข้อตกลงสัญญา 3, 4, 5, 6, 7 ทีโอที ได้เสนอเสียหายส่วนต่างระหว่างสัญญาหลัก กับสัญญาที่แก้ไขไป 65,900 ล้านบาท แต่ภายหลังคณะกรรมการพิจารณาในรายละเอียดได้ตัวเลขใหม่ที่ถูกต้องคือ 88,360 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ความคืบหน้าในการเจรจาไม่คืบหน้า
ส่วนเรื่องที่ การเรื่องทวงหนี้จาก บริษัท ทีทีแอนด์ที ที่ยืนแผนฟื้นฟูให้ศาลล้มละลายกลางเพื่อปรับโครงสร้างหนี้นั้น ทาง ทีโอที ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ได้ยืนอุทรณ์ต่อศาลฎีกาไปเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 38,000 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่







