
“เอส แอนด์ พี” โกอินเตอร์ หวังอนาคตแตะหมื่นล้าน
“เอส แอนด์ พี” อีกหนึ่งตำนานร้านอาหารไทยที่อยู่ในตลาดมานานถึง 38 ปีในปัจจุบัน
“เอส แอนด์ พี” อีกหนึ่งตำนานร้านอาหารไทยที่อยู่ในตลาดมานานถึง 38 ปีในปัจจุบัน
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
“เอส แอนด์ พี” อีกหนึ่งตำนานร้านอาหารไทยที่อยู่ในตลาดมานานถึง 38 ปีในปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นธุรกิจร้านไอศกรีมและเบเกอรีเล็กๆ สาขาแรกย่านสุขุมวิท 23 พร้อมขยับขยายสาขาครอบคลุมทั่วประเทศแล้วกว่า 358 แห่ง รวมถึงสาขาในตลาดต่างประเทศภายใต้แบรนด์ต่างๆ ที่ เอส แอนด์ พี เล็งเห็นเป็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจนับจากนี้ไป
ประเวศวุฒิ ไรวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทให้ความสำคัญกับตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีบริษัท เอส แอนด์ พี โกลบอล เป็นผู้ดูแลธุรกิจร้านสาขาในต่างประเทศ จากก่อนหน้าที่บริษัทให้น้ำหนักกับการผลิตในโรงงาน 3 แห่ง คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต เพื่อจัดหาวัตถุดิบอาหารเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ป้อนให้กับสาขาร้าน เอส แอนด์ พี สาขาต่างๆ ทั่วประเทศ
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ที่บริษัทมุ่งด้านการผลิตเป็นหลัก สอดคล้องกับที่ธุรกิจร้านอาหาร เอส แอนด์ พี ได้ขยายเติบใหญ่มากขึ้น และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่บริษัทมีนโยบายชัดเจนในการขยายตลาดร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ด้วยต้องการนำสินค้าอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในต่างแดน จนถึงปัจจุบันบริษัทมีร้านอาหารไทยแบรนด์ต่างๆ ในเครือทั้งสิ้น 20 แห่ง ในประเทศอังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ จีน ไต้หวัน และฟิลิปปินส์
ขณะเดียวกันบริษัทยังใช้กลยุทธ์ด้านแบรนด์ร้านอาหารที่แตกต่างกันออกไปในการทำตลาด คือ 1.ร้านอาหารภัทรา (Patara) วางตำแหน่งเป็นร้านอาหารไทยระดับบน เน้นคุณภาพและบริการชั้นเลิศ มี 9 สาขาใน 6 ประเทศ 2.ร้านพาทิโอ (Patio) ร้านอาหารไทยสไตล์แคชชวล ไดน์นิง จำนวน 3 แห่ง 3.สยาม คิทเชน (Siam Kitchen) จำนวน 8 แห่ง 4.แบงค็อก แจม (Bangkok Jam) จำนวน 1 แห่ง ซึ่ง 2 ร้านหลังวางตำแหน่งเป็นร้านอาหารไทยสไตล์เทรนดี้ มีราคาระดับกลาง และร้านอาหาร “ไทย” 1 แห่งในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ขณะที่ร้านอาหาร “ภัทรา” บริษัทวางไว้เป็นพรีเมียมแบรนด์ โดยจะไม่เปิดสาขาจำนวนมากๆ เหมือนกับร้านอาหารแบรนด์ต่างๆ เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละประเทศที่เปิดให้บริการ
ล่าสุดบริษัทเตรียมเปิดร้านอาหารไทยแบรนด์ใหม่ คือ สุดา (Suda) วางตำแหน่งเป็นร้านอาหารแคชชวล ออล เดย์ ไดน์นิง ที่เปิดให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรับประทานได้ตลอดเวลา โดยจะเปิดสาขาแรกบนถนนโคเวนต์การ์เดน (Covent Garden) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ใช้งบลงทุนกว่า 50 ล้านบาท คาดเปิดให้บริการในเดือน ก.ค.นี้
“ร้านดังกล่าวจะมีความคล่องตัวในการขยายสาขามากกว่า ซึ่งบริษัทจะใช้เป็นแบรนด์หลักในการรุกธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศนับจากนี้” ประเวศวุฒิ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดในต่างประเทศยังมีข้อจำกัดด้านการลงทุน ที่ต้องใช้งบสูงกว่าการลงทุนในประเทศถึง 10 เท่าตัว ขณะที่ร้านสุดาจะเป็นร้านต้นแบบแนวใหม่ที่จะขยายธุรกิจได้เร็วขึ้น รองรับได้จำนวน 120 ที่นั่ง และราคาอาหารมีความยืดหยุ่น ซึ่งหลังเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วบริษัทจะดูผลตอบรับระยะหนึ่งก่อนตัดสินใจวางเป้าหมายต่อไป
สำหรับแผนธุรกิจดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ของบริษัทที่มองไว้ในระยะยาว ที่หากต้องการให้กิจการเจริญเติบโตต่อเนื่อง ก็จำเป็นที่ต้องมองหาหรือขยายตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในต่างประเทศที่ยังมีโอกาสสูง จากปัจจุบันที่โลกเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน ผ่านมัลติแบรนด์ ร้านอาหารต่างๆ ของบริษัท
ทั้งนี้ การทำตลาดในต่างประเทศยังจำเป็นต้องหาพันธมิตรที่ดีและแข็งแกร่งด้วย เนื่องจากรูปแบบการบริหารงานร้านอาหารไทยของบริษัทจะเป็นไปในลักษณะการรีโมต หรือการดูแลและควบคุมสั่งการจากเมืองไทยเป็นหลัก โดยวางเป้าหมายในเบื้องต้นว่าจะขยายกิจการสาขาร้านสุดาได้ปีละ1 สาขา หรือใน 5 ปีนับจากนี้จะมีอย่างน้อย 5 แห่ง
นอกจากนี้ ยังวางเป้าหมายรายได้ที่มาจากธุรกิจต่างประเทศในอนาคตมีสัดส่วน 50% เท่ากับรายได้ในประเทศ จากปัจจุบันบริษัทมีรายได้รวมกว่า 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารในต่างประเทศราว 700 ล้านบาท และมียอดขายจากการส่งออกสินค้าอาหารแปรรูปและแช่แข็ง (โฟรเซน ฟู้ด) ราว 10%
จากแผนงานที่วางไว้ทำให้ในอนาคตเชื่อว่าจะได้เห็นยอดขายบริษัทขยับขึ้นไปที่ 1 หมื่นล้านบาทในอีก 10 ปีข้างหน้านี้







