
สุขภาพ-ความงามฮอต10ปี
แอมเวย์วางวิชันรุก2กลุ่มยาวในช่องทางผ่านระบบขายตรง
แอมเวย์วางวิชันรุก2กลุ่มยาวในช่องทางผ่านระบบขายตรง
แอมเวย์วางวิสัยทัศน์ 10 ปี ก้าวผู้นำผลิตภัณฑ์สุขภาพความงามโลก ยึดไทยต้นแบบสร้างแบรนด์แข็งแกร่ง มุ่งขยายโอกาสทางธุรกิจ
นางแคนเดซ แมทธิวส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า บริษัทวางวิสัยทัศน์ในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือปี 2563 จะขึ้นเป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามของโลก โดยมีผลิตภัณฑ์นิวทริไลท์ และเครื่องสำอางอาร์ทิสทรีเป็นผลิตภัณฑ์หลักในการบุกตลาด ปัจจุบันผลิตภัณฑ์นิวทริไลท์มีส่วนแบ่ง 4.7% และอาร์ทิสทรีมีส่วนแบ่ง 1.7% ของตลาดความงามโลก
ทั้งนี้ กลยุทธ์หลักของแอมเวย์ทั่วโลกปีนี้มี 5 ข้อ คือ 1.เสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์และผลิตภัณฑ์หลัก 2.เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและนักธุรกิจแอมเวย์ 3.พัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค 4.ปรับเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ระหว่างลูกค้าและนักธุรกิจ และ 5.ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความเป็นเลิศ
“การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานของนักธุรกิจแอมเวย์ และทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นลูกค้าประจำ และเป็นนักธุรกิจในที่สุด ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตของแอมเวย์ในอนาคต” นางแมทธิวส์ กล่าว
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาแอมเวย์ทั่วโลกใช้งบลงทุนด้านการตลาดเพิ่มขึ้น 2 เท่า เพื่อสร้างแบรนด์ของแอมเวย์ทั่วโลกให้เข้าถึงผู้บริโภคให้มากที่สุด ปัจจุบันแอมเวย์มีนักธุรกิจทั่วโลก 3 ล้านคน และมียอดขายในปีที่ผ่านมา 9,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไทยถือเป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจที่สำคัญของแอมเวย์และเป็นตลาดหลักที่มียอดขายติดอันดับ 1 ใน 5
นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การรับรู้แบรนด์แอมเวย์ในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 98% สูงเป็น 2 เท่าของอุตสาหกรรมขายตรงโดยรวม โดยแต่ละปีบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ใช้งบการตลาดรวม 900 ล้านบาท มุ่งผลักดันผลิตภัณฑ์กลุ่มเพื่อสุขภาพและความงามเป็นหลัก
สำหรับผลิตภัณฑ์นิวทริไลท์ถือเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดวิตามินมูลค่า 2 หมื่นล้านบาทในประเทศไทย และอาร์ทิสทรีเป็นอันดับ 1 ในตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในกลุ่มพรีเมียมมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งเครื่องกรองน้ำอีสปริง ซึ่งในปีนี้บริษัทคาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 7-10% จากยอดขาย 14,370 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีส่วนแบ่ง 27% ในอุตสาหกรรมขายตรงมูลค่า 6 หมื่นล้านบาทในประเทศไทย







