
เลอโนโวปรับกลยุทธ์รุกตลาด
เลอโนโว ปรับกลยุทธ์รุกตลาดครบทุกช่องทาง ตั้งเป้าขึ้นแท่นผู้นำตลาดคอมพิวเตอร์อันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 10% ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 30%
เลอโนโว ปรับกลยุทธ์รุกตลาดครบทุกช่องทาง ตั้งเป้าขึ้นแท่นผู้นำตลาดคอมพิวเตอร์อันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 10% ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 30%
นายขจรเกียรติ อร่ามรัศมีกุล ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายผลิตภัณฑ์ใช้ในบ้าน บริษัท เลอโนโว ประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ คือ การขึ้นเป็นผู้นำตลาดอันดับที่ 3 ในตลาดคอมพิวเตอร์พีซีทุกๆ เซกเมนต์ โดยภายในสิ้นปีนี้บริษัทจะต้องมีส่วนแบ่งตลาด 10% จาก 6% หรืออยู่ในอันดับที่ 5 ของตลาดในปีที่ผ่านมา ซึ่งยอดขายในไตรมาสแรกที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตแล้ว 25% เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตในไตรมาส 4 ของปี 2553
ทั้งนี้ บริษัทจึงวางแผนปรับการดำเนินงานภายในองค์กร ตลอดจนกลยุทธ์การทำตลาดใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มต้นที่การปรับองค์กรภายในออกเป็น 3 ยูนิต เพื่อเข้าทำตลาดตามกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ เช่น หน่วยงานภาครัฐ ธนาคาร มหาวิทยาลัย 2. กลุ่มองค์กรขนาดกลางและเล็กที่มีพนักงานน้อยกว่า 500 คน และ 3.ลูกค้าทั่วไป จากเดิมที่ที่มี 2 ยูนิต คือ
1.กลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ และ 2.กลุ่มองค์กรขนาดกลางกับผู้ลูกค้าทั่วไป
นอกจากนี้ เพื่อยังปรับการบริหารช่องทางการจัดจำหน่ายตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น การเข้าถึงองค์กร สำนักงาน หน่วยงานราชการ สำหรับกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ การสร้างพันธมิตรทางการค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย ร้านค้าขนาดใหญ่ ในการเข้าถึงลูกค้าที่เป็นองค์กรขนาดกลางและเล็ก ทางด้านกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัทจะทำกิจกรรมทางการตลาด โรดโชว์ และการจัดหน้าร้านค้าปลีก พร้อมเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดให้มากขึ้น
“เพื่อผลักดันให้ยอดขายให้ติบโต 30% ตามเป้าที่วางไว้ในปีนี้ บริษัทจึงวางแผนที่จะรุกตลาดผู้บริโภคในต่างจังหวัดให้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย พร้อมเพิ่มสัดส่วนการขายจากต่างจังหวัดให้เพิ่มขึ้น 40% จาก 15% ในปัจจุบัน และลดสัดส่วนการขายในกรุงเทพฯจาก 85% เป็น 60% และบริษัทยังมีแผนที่จะเพิ่มจุดรับสินค้าส่งซ่อม หรือ ดรอปพอยส์ให้ครบทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทยจากปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 37 จุด เพื่อให้บริการลูกค้าได้ทั่วประเทศ” นายขจรเกียรติ กล่าว
สำหรับตลาดรวมคอมพิวเตอร์พีซีในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่า 3 ล้านยูนิต เติบโตจากปีที่ผ่านมา 10 – 15% แบ่งเป็นตลาดผู้บริโภคทั่วไป 50% ระดับราคาไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ตลาดระดับกลางระดับราคาไม่เกิน 2.5 หมื่นบาท 30% และตลาดระดับพรีเมี่ยมระดับราคามากกว่า 2.5 หมื่นบาท 20% ซึ่งบริษัทมีจุดอ่อนในตลาดผู้บริโภคทั่วที่ในปีที่ผ่านมามีส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่า 5%และตลาดระดับกลางที่มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 5% ดังนั้นในปีนี้บริษัทจำเป็นต้องรุก 2 หลักนี้ให้มากขึ้น ส่วนตลาดพรีเมี่ยมบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดแล้ว 30%







