
ช่อง5ยิ้มรายได้ไตรมาสแรกกระฉูด11%
ช่อง 5 เตรียมลุยศึกเลือกตั้ง พร้อมวางตัวเป็นกลาง ยิ้มรับรายได้ไตรมาสแรกยอดพุ่ง 11% จากการปรับค่าเช่า
ช่อง 5 เตรียมลุยศึกเลือกตั้ง พร้อมวางตัวเป็นกลาง ยิ้มรับรายได้ไตรมาสแรกยอดพุ่ง 11% จากการปรับค่าเช่า
พล.ท.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) เปิดเผยว่า ผลประกอบการของช่อง 5 ไตรมาสแรกปี 2554 (ม.ค.-มี.ค. 2554) มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 11% จากการปรับค่าเวลาเฉลี่ยสูงขึ้น 7-15% และส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่อันดับ 3 ประมาณ 19% และคาดว่าปีนี้ทั้งปีจะเติบโต 11% โดยรายได้หลักมาจากส่วนบันเทิง ทั้งที่มีสัดส่วนรายการเพียง 30%
สำหรับกรณีที่รัฐบาลได้ประกาศยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่นั้น ช่อง 5 มีนโยบายชัดเจนในการวางตัวเป็นกลาง รายงานข่าวการเลือกตั้งอย่างตรงไปตรงมา
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดๆ ติดต่อเข้ามาเพื่อจะใช้เวลาในการออกอากาศประกาศนโยบาย หรือลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งปัจจุบันนี้เวลาของช่อง 5 เองก็เต็มหมดแล้ว ไม่มีสปอตว่างแต่อย่างใด
การเตรียมความพร้อม การรายงานข่าวเลือกตั้งนั้น เบื้องต้นได้เตรียมการด้านบุคลากร ผังรายการ และข่าว ตลอดจนงบประมาณและเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยร่วมกับ บริษัท วิซ อาร์ที (ประเทศไทย) นำอุปกรณ์ที่มีมูลค่า 8.4 ล้านบาท มาใช้ในการวางกราฟฟิกระบบการรายงานการเลือกตั้ง ที่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณจากผู้สื่อข่าวและศูนย์ประมวลผลผ่านทางโทรศัพท์มือถือและไอแพด
ส่วนค่าใช้จ่ายกับการกุศลของสถานี มีอัตราส่วนเฉลี่ยเดือนละ 10 ล้านบาท ซึ่ง 3 เดือนแรก ททบ.5 บริการเวลาเรื่องกิจการสาธารณกุศลจำนวนรวม 30 ล้านบาท จาก 19 รายการ ทั้งนี้ไม่รวมงบบริจาคการกุศล สนับสนุนผู้ประสบภัยพิบัติและการช่วยเหลือกิจการบริการสังคม ซึ่งยังต้องกันงบประมาณไว้เดือนละไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท
นายโฆสิต สุวินิจจิต ประธานกรรมการบริษัท สปริง คอร์ปอเรชั่น ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ข่าว 24 ชั่วโมง “สปริงนิวส์” เปิดเผยว่า ทางสถานีได้ทำการเปิดตัวแคมเปญ “เลือกตั้ง 54 วันตัดสินประเทศ” เพื่อเกาะติดกิจกรรมการเลือกตั้งทั่วไปได้อย่างรอบด้าน โดยจะทยอยเปิดตัวรายการใหม่เข้าบรรจุในผังรายการตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้เป็นต้นไป จนถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง
นอกจากนี้สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ยังได้ผนึกกำลังพันธมิตรหลากหลายวงการ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการเลือกตั้ง เริ่มจากการเปิดโครงการศูนย์ติดตามข่าวการเลือกตั้งทั้ง 4 ภาค โดยจับมือกับสถาบันศึกษาชั้นนำในแต่ละภูมิภาครวม 8 สถาบัน เพื่อร่วมกันเปิดศูนย์รายงานข่าวเกาะติดกิจกรรมการหาเสียงและวัดกระแสความนิยมของแต่ละพรรคการเมืองในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในแต่ละพื้นที่ได้แก่ ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ภาคใต้ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลภาคอีสาน วิทยาเขตนครราชสีมา ภาคเหนือ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม (พิษณุโลก) และ มหาวิทยาลัยนเรศวร (พิษณุโลก) ส่วนภาคตะวันออก ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี
ทั้งนี้ จะมีการปรับผังรายการใหม่สู่โหมดของการเลือกตั้งผ่านเทคนิคการนำเสนอที่แปลกใหม่ควบคู่กับการจัดกิจกรรมที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นโดยเริ่มปรับเพิ่มรายการใหม่บางส่วนแล้วตั้งแต่ต้นเดือนนี้และจะทะยอยเพิ่มพื้นที่ในการรายงานข่าวการเลือกตั้งอย่างเข้มข้นเป็นลำดับจนถึงวันเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ เริ่มจากนับถอยหลังเลือกตั้ง 54 ด้วยคอลัมน์ “นับถอยหลังเลือกตั้ง” ในทุกช่วงของรายการข่าวหลัก ก่อนเข้าสู่ระยะที่ 2 นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปคือทันที่ตั้งแต่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้ายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้ง โดยเสริมรายการใหม่ได้แก่ดังนี้ อาทิรายการ “ประเทศไทยไปทางไหน” รายการ “เลือกตั้งชี้อนาคต” “ปอกเปลือกเลือกตั้ง’54” และรายการข่าวเชิงวิเคราะห์ “เจาะสนามเลือกตั้ง” และระยะที่ 3 คือ โค้งสุดท้ายเลือกตั้งชี้ชะตาประเทศไทย เริ่มตั้งแต่สัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ไฮไลท์พิเศษเกาะติดเหตุการณ์ตลอดทั้งวันเลือกตั้งและการนับคะแนน ไปจนถึงช่วงการฟอร์มจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เน้นรายงานผลการเลือกตั้งที่ถูกต้อง รวดเร็ว ครบทุกภาค รวมทั้งการสรุปผลรวม สปริง โพล (Spring Poll) และ สปริง โหวต(Spring Vote) ที่สำคัญในแคมเปญเลือกตั้งครั้งนี้สปริงนิวส์ยังได้ขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยได้รับการติดต่อกับสถานีโทรทัศน์ยูนานประเทศจีนที่สนใจติดตามข่าวการเลือกตั้งในประเทศไทย รวมถึงเครือข่ายโทรทัศน์ท้องถิ่นของชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกา (GTV) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวพิเศษรายงานการ หาเสียงและลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้ามาจากต่างประเทศมาให้ทราบอีกด้วย
นายโฆสิต กล่าวต่ออีกว่าเพื่อตอกย้ำการนำเสนอข่าวที่เข้มข้นมากขึ้นจึงได้จัดกิจกรรม Debate 4 เวที 4 ประเด็น 4 ภาค และโค้งสุดท้ายกับเวที Debate เปิดวิสัยทัศน์ ว่าที่นายกรัฐมนตรี โดยเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองร่วมอภิปราย นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านหน้าจอสปริงนิวส์ รวมทั้งเครือข่ายนิวมีเดียทุกช่องทางเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตาม ประเมินคะแนนนิยมของแต่ละพรรค ทั้งด้านนโยบายและตัวบุคคลสำคัญอย่างเต็มรูปแบบเป็นรายแรก นอกจากนี้ยังได้ร่วมกันพันธมิตรพัฒนาเทคนิคการนำเสนอรูปแบบใหม่ ที่ยังไม่มีสถานีโทรทัศน์ช่องใดเคยทำมาก่อนมาใช้ในการนำเสนอสำหรับโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง
“เป้าหมายของสปริงนิวส์ ไม่ใช่หยุดอยู่ที่การเป็นผู้นำสถานีข่าวเท่านั้น แต่เรายังจะต้องเดินหน้าเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำและก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดนั่นคือเป้าหมายที่เราจะไป ภายใต้จุดแข็งต่างๆที่มีอยู่ พร้อมกับการเสริมพันธมิตรใหม่ที่จะมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้มีมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะตอกย้ำความเป็นอันดับหนึ่งของการเป็นสถานีข่าวจริง สปริงนิวส์ ” นายโฆสิต กล่าวในที่สุด







