
ตลาดผันผวนแต่ยังคงอยู่ในแนวโน้มขึ้น
สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย..สุกิจ อุดมศิริกุล
ถือว่าเป็นช่วงของการปรับฐานของตลาดหุ้นไทย หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นถึง 1,100 จุด ทั้งนี้หากเปรียบเทียบผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในเอเชียนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2554 จนถึงวันศุกร์ที่ 6 พ.ค. 2554 พบว่าตลาดหุ้นไทยให้อัตราผลตอบแทนในอันดับที่ 4 ใกล้เคียงดัชนี MSCI Asia ex JP รองจากเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และจีน แต่หากเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐแล้ว พบว่าดัชนี S&P 500 ยังคงให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดหุ้นในเอเชีย (ดูรูป)
ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่ควรแปลกใจมากนัก หากตลาดหุ้นไทยจะลดลงมากกว่าตลาดหุ้นเอเชียในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือลดลงประมาณ 3.7% จากระดับดัชนีสูงสุดที่ 1,113 จุด และถึงแม้ตลาดหุ้นไทยจะลดลงแรง แต่ผลตอบแทนที่เหลืออยู่ยังคงโดดเด่น โดยผมยังคงมุมมองว่าสิ้นปี 2554 ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นถึง 1,200 จุด
ประเด็นสำคัญ คือ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากฟื้นตัววานนี้
ผมคาดว่าดัชนีในช่วงเดือน พ.ค. ยังคงมีแนวโน้มผันผวนจากปัจจัยบวกภายในและปัจจัยลบภายนอก โดยปัจจัยภายใน ได้แก่ การประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2554 นั้นเป็นบวก แต่คาดว่าจะมีผลบวกลดลงในสัปดาห์นี้ ส่วนปัจจัยการเมือง หากมีความชัดเจนในเรื่องการยุบสภา ก็คาดว่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวในสัปดาห์นี้เช่นกัน
ส่วนปัจจัยภายนอกที่คาดว่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยผันผวน เกิดจาก 1) ตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกที่เริ่มเข้าสู่ช่วงของการชะลอตัวและแย่กว่าที่คาดการณ์ ซึ่งตรงข้ามกับช่วงไตรมาส 1/2554 ที่ตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกดีเกินคาดการณ์ เหตุผลที่ตัวเลขเศรษฐกิจแย่ลงส่วนใหญ่เกิดจากเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2) แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะยังคงทรงตัวมากกว่าปรับขึ้นแรง เป็นปัจจัยกดดันหุ้นในกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น เนื่องจากความกังวลต่อผลขาดทุนจากสต๊อกในไตรมาส 2/254 และ 3) ความกังวลต่อการที่ธนาคารกลางสหรัฐจะไม่ต่อมาตรการ QE 2 ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญของสหรัฐในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับตัวขึ้นใน 2H/53
กลยุทธ์การลงทุน
ในช่วงเดือน พ.ค.มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นจากปัจจัยหนุนในเรื่องการเลือกตั้ง แต่ก็มีโอกาสลดลงจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ดังนั้นผมจึงแนะนำให้ลงทุนโดยใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้น และควรซื้อหุ้นประเภท Defensive เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก เนื่องจากผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2554 คาดว่าจะออกมาดีและดีต่อเนื่องในไตรมาส 2/2554 ซึ่งเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้และต้นทุนในการดำเนินงานที่ลดลง จากผลของการขยายการลงทุนในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้กลุ่มค้าปลีกยังเป็นธุรกิจที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ
แนะนำซื้อ CPALL HMRPO และ MAKRO
CPALL เป้าหมายราคา 50 บาทต่อหุ้น / คาดกำไรสุทธิปี 2554 เติบโต 17% / อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 3.2% / มีแผนขยายสาขา 500 แห่งต่อปี
MAKRO – ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2554 ดีกว่าที่ตลาดหุ้นคาดการณ์ SCBS ปรับเป้าหมายราคาที่เหมาะสมขึ้นจาก 170 บาท เป็น 185 บาท / คาดปี 2554 มีกำไรสุทธิ +34% จากปีก่อน / อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 5% / บริษัทยังมีแผนขยายสาขาในต่างจังหวัดอีก 4 แห่งในครึ่งปีหลัง
HMPRO ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 9.9 บาท/หุ้น / กำไรมีแนวโน้มเติบโตที่อัตราเฉลี่ย 20% ต่อปี / อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 3.1% งบดุลแข็งแกร่ง (อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ระดับ 0.2 เท่า) / มีแผนขยายสาขาอีก 34 แห่งภายในปี 2554
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองนะครับ







