posttoday
เลือกตั้ง 2011 ใครจะมา?

เลือกตั้ง 2011 ใครจะมา?

09 พฤษภาคม 2554

ผมในฐานะหุ้นส่วนประเทศไทย ที่ตั้งแต่ได้รับสิทธิให้สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้นั้น

ผมในฐานะหุ้นส่วนประเทศไทย ที่ตั้งแต่ได้รับสิทธิให้สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้นั้น

โดย..เกรียงไกร กาญจนะโภคิน

ผมในฐานะหุ้นส่วนประเทศไทย ที่ตั้งแต่ได้รับสิทธิให้สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้นั้น มีเพียง 2 ครั้งที่ผมไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ เพราะอยู่ต่างประเทศ นอกนั้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ผมจะไปลงคะแนนเสียงทุกครั้ง เรียกว่ารักษาสิทธิอย่างเต็มที่ แม้ว่าการเลือก สส. (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) หรือพรรคการเมืองจะเป็นสิทธิของแต่ละท่าน ซึ่งอาจพิจารณาจากนโยบายหรือบุคคลที่จะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนตัวผมจะพิจารณาจากพรรคการเมือง เพราะผมมองว่าประเด็นที่สำคัญคือใครจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาล เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเพียงท่านเดียวไม่สามารถทำงานได้ทั้งหมด ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันนโยบายให้สำเร็จ ซึ่งถ้าเรามีคณะรัฐมนตรีที่คนละชั้นกับรัฐมนตรีต่อให้มีนโยบายดีอย่างไรก็ยากที่จะประสบความสำเร็จไม่ต่างกับทีมฟุตบอลที่กองหน้ายิงเก่งแต่กองหลังรั่วต่อให้วางแผนการเล่นมาแล้วอย่างดีแต่ทีมที่มีช่องโหว่แข่งอย่างไรก็แพ้ครับ

ในชีวิตผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับนักการเมือง เพราะด้วยอาชีพของผมดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่นำมาเกี่ยวข้องกันได้ แต่ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา งานของผมส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองมาตลอด ยิ่ง 6 ปีหลังมานี้ เรียกว่าเดินสายเข้าออกตั้งแต่ทำเนียบรัฐบาลไปจนถึงกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เป็นประจำ ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าเมื่อขนาดของธุรกิจเติบโตขึ้นการได้รับผลกระทบทางการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ผมเองมีโอกาสได้ร่วมงานมาแล้วกับรัฐมนตรีหลายท่าน หลายยุค หลายสมัย บอกได้เลยครับว่ารัฐบาลที่ดีไม่ใช่มีแค่นโยบายดี ถ้าปราศจากรัฐมนตรีเก่งๆ หรือแย่ไปกว่านั้นคือ มีแต่รัฐมนตรีที่เป็นมวยแทน นโยบายดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ครับ ดังนั้นผมแนะนำว่าเวลาจะเลือกพรรคการเมืองไหนควรพิจารณาไปถึงบุคลากรในพรรคด้วยครับเพราะท่านเหล่านี้จะต้องมารับตำแหน่งรัฐมนตรีในอนาคต ยิ่งบรรดากระทรวงที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในบ้านเราอย่างกระทรวงการคลังกระทรวงพาณิชย์กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นต้องมีผู้บริหารที่มีความสามารถจริงๆ ครับ

ผมเชื่อว่ามาถึงวันนี้คุณผู้อ่านคงพอจะได้เห็นกลยุทธ์ทางการตลาดหลากหลายรูปแบบที่แต่ละพรรคสรรหามาใช้เพื่อโน้มน้าวให้ตัวเองได้รับเลือก ซึ่งผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามวิธีการหาเสียงของแต่ละพรรคเช่นกัน เห็นได้ชัดเจนครับว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่มีความเข้าใจเรื่องการสื่อสารทางการตลาดมากกว่าสมัยก่อน และยังสามารถนำกลยุทธ์การสื่อสารใหม่ๆ มาใช้ได้อย่างแยบยล ซึ่งบอกเลยครับว่าเป็นวิธีเดียวกับที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ใช้รณรงค์หาเสียงในประเทศสหรัฐอเมริกาภายใต้แคมเปญภายใต้ “Change” โดยเลือกใช้สื่อ Online เป็นเครื่องมือหลักในการเข้าถึงคนทุกเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ถ้าคุณผู้อ่านเข้าไปดูใน Website (Error! Hyperlink Reference Not Valid.จะพบว่ามีหลากหลายภาษามาก เพื่อต้องการแสดงให้รู้สึกว่าเขาใส่ใจทุกคนบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญคือ หลังจากที่โอบามาชนะการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังคงมีอีเมลส่งมาให้เพื่อเป็นการสื่อสารกับประชาชน ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าไปใน Website นี้ และจนถึงทุกวันนี้ผมยังได้รับอีเมลจากประธานาธิบดี บารัก โอบามา แทบทุกวัน หรือบางครั้งก็จะส่งมาจาก มิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา

ประเด็นสำคัญอยู่ที่กลยุทธ์ที่เขาเลือกใช้ครับ แน่นอนว่าในช่วงที่รณรงค์หาเสียงนั้นจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ซึ่งการขอให้ประชาชนร่วมกันบริจาคนั้นเป็นวิธีที่ใช้กันเป็นประจำ แต่วิธีการที่โอบามานำมาใช้นั้นเป็นมากกว่าการบริจาคธรรมดา โดยทำให้ทุกคนไม่ว่าจะมีเงินน้อยเงินมากก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ด้วยการซื้อของใน Website ซึ่งสินค้าที่มีจำหน่ายก็เป็นสินค้าที่ราคาไม่สูงมาก เช่น เสื้อยืด หมวก แก้วกาแฟ เข็มกลัด สติกเกอร์ ธงขนาดเล็ก และซีดีเพลง เป็นต้น ที่สำคัญทุกชิ้นจะต้องมีชื่อหรือรูปภาพของโอบามาอยู่ด้วย ประชาชนคนไหนที่ต้องการให้ความช่วยเหลือก็จะเข้ามาซื้อของ ผมบอกเลยครับว่า วิธีนี้เรียกว่ายิงนัดเดียวได้นกหลายตัวเลย อย่างแรกคือทุนทรัพย์ (Money) อย่างที่สองคือ ได้สร้างการรับรู้ (Awareness) เพราะต้องไม่ลืมว่าสินค้าทุกชิ้นจะมีชื่อหรือรูปภาพของโอบามาปรากฏอยู่ ซึ่งเป็นสื่อที่ทำให้มีคนเห็นเพิ่มขึ้น และอย่างสุดท้ายคือการสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) และการมีส่วนร่วมของคนที่ชื่นชอบในตัวโอบามา เห็นไหมครับว่ากลยุทธ์ของเขานั้นเหนือชั้นมากๆ

กลับมาที่บ้านเรา ซึ่งแน่นอนว่าด้วยวัฒนธรรมที่ต่างกันคงไม่สามารถทำแบบนั้นได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันครับว่า การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์นั้นมีการวางแผนได้อย่างครบถ้วน และยังสามารถทำการสื่อสารได้ดีกว่าการหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาด้วยครับ คงเพราะมีความพร้อมและประสบการณ์จากการที่เป็นรัฐบาลมากว่า 2 ปี และมีหัวหน้าพรรคที่มีความคิดเป็น New Generation ประกอบกับทีมทำงานที่ดูสอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ แม้จะมี Old Generation ผสมอยู่บ้าง แต่ก็สามารถใช้การสื่อสารแบบครบทุกช่องทาง โดยเฉพาะในสื่อ Online ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุตั้งแต่ 35 ปีลงมา) ได้อย่างแน่นอน ผิดกับพรรคการเมืองคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยที่ยังคงทำการสื่อสารในรูปแบบและกลยุทธ์เดิมๆ อย่างที่เคยประสบความสำเร็จมาเมื่อสิบปีที่แล้ว โดยเลือกพรีเซนเตอร์ที่ดูแล้วไม่ค่อยจะเข้ากับคนเมืองทั้งลีลาและหน้าตาอย่าง “เสด็จพี่” รวมไปถึงพรีเซนเตอร์อีกหลายท่านที่ยังคงเป็นหน้าเดิมๆแน่นอนแน่นอนครับว่าขณะที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับนี้อยู่ผมเองก็ยังไม่ทราบว่าใครจะได้รับเลือกให้เป็นParty List เบอร์หนึ่ง และ

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผมคาดว่าผลของการเลือกตั้งในครั้งนี้ทั้งสองพรรคจะได้รับคะแนนไม่ห่างกันมาก แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่า ประชากรที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงนั้น ส่วนใหญ่เป็นเด็กรุ่นใหม่ ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งต่อๆไปสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยก็จะมีแต่ลดลง อย่าเพิ่งคิดถึงว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีเลยครับ เพราะขนาดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคเองก็ยังหาจุดลงตัวไม่ได้เพราะที่เลือกไว้ก็หนีไปหมดและที่เหลืออยู่ก็มีไม่มาก “ทักษินคิด เพื่อไทยทำ” สโลแกนแบบนี้ไม่ Work หรอกครับเพราะในความเป็นจริงเพื่อไทยไม่มีคนทำงานเก่งๆจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เลือกตั้งครั้งนี้ก็อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกคนที่ดี นโยบายดี ทีมงานดี นะครับ เพราะทุกท่านคือหุ้นส่วนประเทศไทยกันทุกคน

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ