
จุดจบบิน ลาเดน
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้ามองข้ามข่าวการเตรียมการยุบสภาของไทยออกไป
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้ามองข้ามข่าวการเตรียมการยุบสภาของไทยออกไป
เราจะเห็นข่าวต่างประเทศสองชิ้นที่ขึ้นหน้าหนึ่งสื่อหลายแขนงพร้อมๆ กันหลายวัน นั่นก็คือ ข่าวการยิงกันตามบริเวณแนวพรมแดนไทยเขมร ระหว่างทหารไทยกับทหารเขมร ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อสรุปอะไรออกมาชัดเจนว่าปัญหาจะยุติลงอย่างไร ถึงแม้จะมีความพยายามที่จะเข้ามาช่วยเหลือไกล่เกลี่ยจากรัฐบาลของประเทศอินโดนีเซียก็ตาม
ส่วนอีกข่าวหนึ่งที่ใหญ่และดังไปทั่วโลกก็คือ ข่าวทหารหน่วยซีลของสหรัฐอเมริกาบุกจู่โจมเข้าไปสังหาร บิน ลาเดน ผู้นำขบวนการก่อการร้ายอัลกออิดะห์และครอบครัวอย่างกับภาพยนตร์ฮอลลีวูด (เนื่องจากมีการนั่งชมและติดตามผลงานการปฏิบัติการอย่างใกล้ชิดจากผู้นำรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกมากมายในทำเนียบขาวแบบสดๆ ผ่านทางกล้องวิดีโอ)
สัปดาห์นี้ผู้เขียนต้องการเน้นให้เห็นถึงจุดน่าสนใจและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของข่าวชิ้นที่สอง นั่นก็คือ การสังหาร บิน ลาเดน ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้าย (ตามการประณามและการตราหน้าของสหรัฐอเมริกา) ที่หลบหนีการตามล่าจากเงื้อมมือของทหารอเมริกันมาเกือบ 10 ปีจนพบจุดจบ นับตั้งแต่บิน ลาเดน ได้ส่งสมุนนำเครื่องบินบุกถล่มตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ พังพาบ 2 ตึก และพุ่งเข้าชนกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาในเวลาเดียวกันเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวเหตุการณ์เดียวประมาณกว่า 4,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นการตบหน้าสหรัฐอเมริกาอย่างแรงจนไม่สามารถให้อภัยได้
จุดน่าสนใจในการปฏิบัติการสังหาร บิน ลาเดน ประการแรกที่เห็นได้ชัดก็คือ การปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นแบบเงียบเชียบ (ข่าวไม่รั่วเหมือนการบุกจับร้านเกมบนห้างดังใจกลางกรุงเทพฯ) จนยากที่จะเชื่อว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลปากีสถานร่วมรับรู้การปฏิบัติการดังกล่าวด้วย แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมด้านการข่าวและข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา
ประการที่สอง ได้แก่ การถ่ายทอดการปฏิบัติการแบบสดๆ มายังห้องบัญชาการที่ทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้นำรัฐบาลสหรัฐและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายท่านร่วมรับชมเหตุการณ์แบบวินาทีต่อวินาที โดยช่วงหนึ่งของการสังหาร ทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศอย่าง ฮิลลาลี คลินตัน ถึงกับอ้าปากหวอด้วยความหวาดเสียว อันนี้ก็ต้องชมเชยความยอดเยี่ยมด้านเทคโนโลยีทั้งภาพและเสียงของสหรัฐอเมริกาที่รุดหน้าเหมือนเดิม
ประการถัดมาได้แก่ การแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการด้านการใช้พาหนะขนส่งนักจู่โจมอย่างเฮลิคอปเตอร์ไร้เสียงของสหรัฐอเมริกาที่ออกปฏิบัติร่วมกันในคราวเดียวกันถึง 4 ลำ และเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้การปฏิบัติการสังหารผู้นำการก่อการร้ายสำเร็จลงด้วยดี สิ่งที่สหรัฐอเมริกาหวาดกลัวขณะนี้คือ ความพยายามที่จะไม่ให้จีนสามารถก๊อบปี้เฮลิคอปเตอร์แบบไร้เสียงได้ในอนาคต
จุดน่าสนใจถัดมาก็คือ ความสามารถอันเฉียบขาดด้านปฏิบัติการจู่โจมเป้าหมายของหน่วยทหารสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า หน่วยซีล (Zeal Unit) ซึ่งจะทำให้สหรัฐอเมริกาเกิดความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขีดความสามารถและสมรรถนะของทหารนักรบของตนเองในการออกปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า และจุดน่าสนใจประการสุดท้ายก็คือ งานด้านการข่าวของบิน ลาเดน หละหลวม และนำมาซึ่งความตายสู่ตนเอง
สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเหตุการณ์สังหารชีวิตหัวโจกผู้ก่อการร้ายอย่าง บิน ลาเดน ก็คือ ผู้ร้ายยังไงๆ ก็ต้องเป็นผู้ร้ายอยู่วันยังค่ำ และไม่มีทางจะหนีพ้นเงื้อมมือของมัจจุราชหรือไม่ก็คุกตะราง โดยเฉพาะผู้ที่ทำให้ชีวิตผู้บริสุทธิ์หลายพันคนต้องสูญเสียไปโดยไม่มีส่วนรับรู้อะไรด้วย
ทีนี้เราลองมาดูกันว่าทำไมคนอย่าง บิน ลาเดน ถึงต้องเกลียดชังสหรัฐอเมริกามากมายก่ายกองถึงกับต้องออกมาเป็นหัวโจกต่อต้านสหรัฐอเมริกาแบบรุนแรงหลากหลายรูปแบบ โดยมีชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นเดิมพัน จากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีสาเหตุมากมายหลายประการที่ทำให้ บิน ลาเดน เกลียดชังสหรัฐอเมริกา
ประการแรก ความเป็นชาติมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกาเองที่ทำให้ บิน ลาเดน คิดว่าสหรัฐอเมริกาสามารถจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจโดยไม่ต้องเกรงใจใคร ซึ่งบิน ลาเดน เห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก จำเป็นต้องมีการต่อต้านและสั่งสอนสหรัฐอเมริกาเสียบ้าง
ประการที่สอง การที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปตั้งฐานทัพทางการทหารในประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของบิน ลาเดน โดยบิน ลาเดน เห็นว่าดินแดนซาอุดีอาระเบียเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ไม่ควรให้ต่างชาติเข้าไปตั้งฐานทัพทางทหาร ยิ่งไปกว่านั้นบิน ลาเดน ยังออกโรงกล่าวตำหนิราชวงศ์ของประเทศตัวเองที่ให้การสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในเรื่องดังกล่าว จนถึงกับต้องถูกเนรเทศออกนอกประเทศไปอย่างน่าอับอาย
ประการที่สาม บิน ลาเดนมีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบสุดโต่ง (Fundamentalist) มีเป้าหมายหลักเพื่อการรวมกลุ่มประเทศมุสลิมที่นับถือศาสนาอิมลามให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และต่อต้านวิถีนักทุนนิยมแบบตะวันตก (Capitalists) ทุกรูปแบบ ทำให้ บิน ลาเดน พยายามสะสมและสร้างเครือข่ายเป็นของตนเองในหลายประเทศมุสลิม
ประการที่สี่ บิน ลาเดน ต่อต้านนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือประเทศอิสราเอลด้านการทหาร โดยบิน ลาเดน มองว่าเป็นการรุกรานประเทศมุสลิมอย่างประเทศปาเลสไตน์ และอาจจะเป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศมุสลิมอื่นๆ อีกด้วย
อีกประการหนึ่งก็คือ การที่ บิน ลาเดน เห็นว่าสหรัฐอเมริกาเอาเปรียบด้านการฉกฉวยทรัพยากรน้ำมันจำนวนมหาศาลออกไปจากประเทศซาอุดีอาระเบีย







