
ตลาดปุ๋ยไทยราคาพุ่ง
ตลาดปุ๋ยไทย ขึ้นราคากระฉูด 30% เจอต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าขึ้นราคา เหตุพื้นที่เกษตรเสียหายหนักทั่วโลก
ตลาดปุ๋ยไทย ขึ้นราคากระฉูด 30% เจอต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าขึ้นราคา เหตุพื้นที่เกษตรเสียหายหนักทั่วโลก
นายวุฒิพงษ์ หวังสันติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ ผู้ผลิตและทำตลาด ปุ๋ยตรามงกุฎ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดปุ๋ยในประเทศไทยในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตขึ้นถึงระดับ 7 หมื่นล้านบาท หรือมีจำนวนปุ๋ยที่นำเข้าจากต่างประเทศ 5.3-5.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 25-40% จากปีก่อน ที่มีมูลค่ารวมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท หรือมีจำนวน 5.2 ล้านตัน โดยการเติบโตของตลาดรวมปุ๋ยที่มีเพิ่มขึ้นมาก เป็นผลมาจากราคาปุ๋ยที่ปรับขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบโดยรวมที่ขึ้นราคาแล้ว 25-30% เนื่องจากวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยต้องนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูงถึง 96% และมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามราคาน้ำมัน และหลายประเทศทั่วโลกประสบปัญหาภัยพิบัติจนพื้นที่เกษตรเสียหาย ทำให้ความต้องการใช้ปุ๋ยทั่วโลกสูงขึ้น
“เหตุผลหลักที่ทำให้ความต้องการใช้ปุ๋ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นมาก มาจากราคาปุ๋ยอิงกับราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นหลัก พืชพลังงานหลัก เช่น ปาล์ม หรืออ้อย ต้องการใช้ปุ๋ยเยอะมาก รวมถึงปัญหาสภาวะอากาศในประเทศทำให้พื้นที่การเพาะปลูกของไทยลดน้อยลง ส่งผลให้ความต้องการใช้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ชดเชยปริมาณผลผลิตที่ลดลงในตลาด”นายวุฒิพงษ์กล่าว
อย่างไรก็ตามบริษัทยังไม่ได้ปรับราคาขายปุ๋ย ตรามงกุฎ ขึ้น เนื่องจากบริษัทแม่คือ ไทยเบฟเวอเรจ มีบริษัทในเครือทั้งการทำเกษตรกร จึงช่วยให้การบริหารจัดการวัตถุดิบที่ดี และ มีผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) ที่แข็งแกร่ง รวมถึงมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งเช่นกัน นอกจากนี้ ต้องการดำเนินนโยบายตามหน่วยงานรัฐ ที่ต้องการให้ผู้ประกอบปุ๋ยในประเทศตรึงราคาขายให้นานที่สุด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
สำหรับแผนลงทุนของบริษัทฯนั้นเตรียม ใช้งบลงทุนใหม่ 500 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานผลิตปุ๋ยที่ อ.นครหลวง จ.อยุธยา คาดว่าจะเริ่มลงทุนได้ในปี 2555 และก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2556 รองรับการขยายตลาดใหม่และในปัจจุบันโรงงานที่มีอยู่กำลังการผลิตใกล้เต็ม 100% แล้ว ซึ่งเมื่อขยายกำลังการผลิตใหม่แล้ว จะทำให้ปี 2556 กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวอยู่ที่ 2,000 ตันต่อวัน หรือทั้งปีมีกำลังการผลิตรวม 6 แสนตันต่อปี ส่วนในปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรวม 1,000 ตันต่อวัน หรือทั้งปีมีกำลังการผลิตรวม 3 แสนตันต่อปี
ขณะที่แผนการตลาดของบริษัทฯ ในปีนี้ เตรียมใช้งบ 120 ล้านบาท เพื่อสร้างแบรนด์สู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเกษตรทั่วประเทศ และเดินหน้าจัดทำภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ออกสู่ตลาดรวม 4 ชุด รวมทั้งได้เปิดตัว มาสคอตครั้งแรก ในชื่อ ปุ๋ยขยัน หวังให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้มากที่สุด พร้อมกับใช้กลยุทธ์ การเป็นปุ๋ยสด ที่ผลิตสินค้าไว้ล่วงหน้าเพียง 3 เดือน ทำให้สามารถปรับแผนการผลิตสินค้าไว้เหมาะสมกับความต้องการในตลาดได้ เช่น ในช่วงใดที่สินค้าเกษตรชนิดไหนราคาดีก็จะเพิ่มปริมาณปุ๋ยชนิดนั้นออกสู่ตลาด
ส่วนเป้าหมายยอดขายรวมของบริษัทในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 3.5 แสนตัน หรือคิดเป็นยอดขายรวม 4,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 191% จากปีก่อน ที่มียอดขายรวม 2,000 ล้านบาท หรือจำนวน 2 แสน ตัน และมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 5-6% คาดว่าในสิ้นปีนี้จะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 10% อยู่ในอันดับ 5 ของตลาดปุ๋ยไทย
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 3 ปีนับจากนี้ หรือในปี 57 จะขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 3 ของตลาดปุ๋ยไทย โดยบริษัทได้เริ่มเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังในปี 53 โดย ในปัจจุบันผู้นำตลาดคือ แบรนด์เจี๋ยไต๋ ครองส่วนแบ่งการตลาด 25% รองลงมา แบรนด์ หัววัวคันไถ 22%







