
อ้อนรัฐปั้มไบโอดีเซลบี5
รองรับผลผลิตปาล์มล้นตลาดเอกชนรวมตัวตั้งกลุ่มอุตฯปาล์ม
รองรับผลผลิตปาล์มล้นตลาดเอกชนรวมตัวตั้งกลุ่มอุตฯปาล์ม
กลุ่มปาล์มอ้อนรัฐหวนใช้ไบโอดีเซล บี5 ช่วยระบายผลผลิตล้นตลาด
นายกฤษดา ชวะนันท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของ ส.อ.ท. ขึ้น โดยเห็นว่ารัฐบาลควรจะปรับเพิ่มเปอร์เซ็นต์การใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตไบโอดีเซลจาก บี3 เป็น บี5 อย่างน้อย 3 เดือนหลังจากนี้ เนื่องจากช่วงนี้ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบออกมาค่อนข้างมาก และเริ่มอยู่ในภาวะล้นตลาดแล้ว
ในช่วง 3-4 เดือนจากนี้ไป ตั้งแต่เดือน พ.ค. จะเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะมีน้ำมันปาล์มเข้าระบบจำนวน 1.5-2 แสนตัน เพราะผลผลิตผลปาล์มดิบจะเพิ่มมากขึ้นจากปีที่แล้วแน่นอน จากช่วงที่ผลผลิตตกต่ำมีผลผลิตผลปาล์มประมาณ 3 แสนตัน แต่ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 9 แสนตันแล้ว รวมทั้งผลผลิตน้ำมันปาล์มต่อกิโลกรัม (ยิวน้ำมัน) จะผลิตได้เพิ่มขึ้น โดยผลปาล์ม 1 กิโลกรัมจะผลิตน้ำมันปาล์มได้ 13% เพิ่มขึ้นจากเดิม 4% ซึ่งเป็นผลจากการส่งเสริมการผลิตอย่างมีคุณภาพ ทำให้ในช่วงนี้ปริมาณน้ำมันปาล์มในระบบมีปริมาณเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ หากรัฐบาลดำเนินนโยบายผลิตไบโอดีเซล บี3 จะช่วยดูดน้ำมันส่วนเกินออกจากระบบได้แค่ 3.7 หมื่นตันต่อเดือน แต่หากใช้ บี5 จะช่วยดูดน้ำมันไปใช้ได้ 6.7 หมื่นตันต่อเดือน จะเป็นตัวช่วยพยุงราคาไม่ให้ตกลงได้
อย่างไรก็ตาม การปรับใช้ บี3 เป็น บี5 คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
ล่าสุด สถานการณ์ราคาผลปาล์มดิบอยู่ที่ 5.50 บาทต่อกิโลกรัม ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกอยู่ที่ระดับ 34 บาทต่อกิโลกรัม โดยคาดว่าจะยังยืนอยู่ในระดับสูง ขณะที่ราคาในประเทศอยู่ที่ 36 บาทต่อกิโลกรัม การที่ไทยกำหนดให้ราคาในประเทศสูงกว่าราคาตลาด เนื่องจากต้องการส่งเสริมให้มีการผลิตอย่างมีคุณภาพ หากเกษตรกร และโรงงานผลิตสินค้าที่มีคุณภาพก็จะได้ราคาสูงเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังต้องการให้รัฐบาลมาดูแลเรื่องการเก็บปริมาณสำรองน้ำมันปาล์มอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ระบบราคามีเสถียรภาพ โดยปกติจะเก็บสต๊อก 1 เท่าครึ่งของปริมาณความต้องการ หรือคิดเป็น 1.8 แสนตัน จากความต้องการ 1 เดือน ที่อยู่ที่ 1.2 แสนตัน หากสต๊อกมีปริมาณลดลง รัฐบาลจำเป็นต้องทำระบบแจ้งเตือนให้ทันท่วงที เพื่อที่จะได้หาปริมาณสำรองเข้ามาเสริม
ปัจจุบันการแจ้งเตือนสามารถทำได้รวดเร็ว และผู้ประกอบการจะสามารถปรับตัวและดำเนินการได้ทันที เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนเหมือนในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าทุกคนมีประสบการณ์มาแล้ว น่าจะบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ดีกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมาการตัดสินใจค่อนข้างช้า
นายกฤษดา กล่าวด้วยว่า การจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาจะช่วยให้มีการรวมตัวกันดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรื่องแรกที่กลุ่มต้องการทำ คือ ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.น้ำมันปาล์ม ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อน จึงต้องการเข้าไปนำเสนอความคิดเห็นและแนวโน้มที่เป็นประโยชน์
สำหรับการรวมกลุ่มขณะนี้มีสมาชิกกว่า 30 ราย มีสมาชิกก่อตั้ง 22 ราย รวมทั้งกลุ่มโรงกลั่น และโรงสกัดน้ำมันปาล์ม โดยกลุ่มจะเริ่มประชุมกันนัดแรกภายในสิ้นเดือน พ.ค. และจะเรียกประชุมกันอย่างต่อเนื่อง







