
ม.หอการค้าประเมินปัจจัยเสี่ยงกระทบศก.ไทย
ม.หอการค้า จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงการเมืองไม่เลือกตั้ง ก่อการร้ายโลก น้ำมันแพง ฉุดเศรษฐกิจไทยโตไม่ถึง 4% แต่หากไม่เกิดเศรษฐกิจไทยโต 4.5% แน่
ม.หอการค้า จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงการเมืองไม่เลือกตั้ง ก่อการร้ายโลก น้ำมันแพง ฉุดเศรษฐกิจไทยโตไม่ถึง 4% แต่หากไม่เกิดเศรษฐกิจไทยโต 4.5% แน่
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ยังมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมทั้งหากสถานการณ์โลกถูกคุกคามจากภัยก่อการร้าย จนก่อให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาน้ำมันแพงขึ้นเกิน 120-130 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อาจทำให้การเติบโตเศรษฐกิจไทยเติบโตเหลือเพียง 3.5-3.9% ลดจากเดิมที่จะขยายตัว 4-4.5% ขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มเป็น 3.8-4.2% และการส่งออกลดเหลือ 10.1-15.3%
การขาดเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะความกังวลเกิดจากการยุบสภาแต่ไม่เลือกตั้ง หรือมีอุบัติเหตุทางการเมือง ยังเป็นปัจจัยภายในสำคัญที่จะกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ต้องจับตาดูปัจจัยแวดล้อมภายนอก โดยเฉพาะการเสียชีวิตของ นายโอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มการก่อร้าย อัล ไกดา หากเกิดการล้างแค้น ก่อการร้ายรุนแรง อาจกระทบต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก รวมถึงทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 130 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การส่งออก และต้นทุนการผลิตสินค้าไทยโดยตรง แต่เชื่อว่าโอกาสเกิดขึ้นมีเพียง 10%
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ฯยังประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ในแง่บวก และมีโอกาสเติบโต 4.4% ในกรอบ 4-4.5% มากที่สุดประมาณ 60% เพราะมั่นใจว่าการเมืองยังมีเสถียรภาพ และการเลือกตั้งน่าจะดำเนินไปอย่างปกติ รวมถึงนโยบายของรัฐบาลยังสามารถประคองเศรษฐกิจไปได้ถึงสิ้นปี ส่วนเศรษฐกิจโลกจะค่อยๆ ฟื้นตัวต่อเนื่อง ไม่มีผลกระทบจากสึนามิ หรือก่อการร้าย ทำให้เงินเฟ้ออยู่ที่ 3.8-4.2% ราคาน้ำมันอยู่ที่ 100-120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ค่าเงินบาทอยู่ที่ 29.3-30.2 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และการส่งออก 16.1%
สำหรับปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังมาจากการใช้จ่ายช่วงเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าพรรคการเมือง ธุรกิจเอกชน และหน่วยงานรัฐ จะใช้จ่ายเงินสำหรับเลือกตั้งกว่า 4-5 หมื่นล้านบาท ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.4% นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและเงินเดือนข้าราชการ ราคาพืชผลทางการเกษตรยังทรงตัวระดับสูง และจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมาเพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยลบที่ต้องระวัง ได้แก่ ราคาน้ำมันที่ปรับสูงอย่างต่อเนื่อง ราคาสินค้าแพง ภัยธรรมชาติ สถานการณ์ทางการเมือง และภัยก่อการร้ายที่จะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลก
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีแรก ในไตรมาสหนึ่ง ยังสามารถขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่ 3.7% และไตรมาสสองน่าจะเติบโตได้ต่อที่ 3.5% โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนจากภาวะเศรษฐกิจโลก และภายในประเทศยังฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่วนคาคการเกษตร ไตรมาสแรกยังขยายตัวได้ 2.5% ไตรมาสสองจะเติบโต 3% ส่วนครึ่งปีหลังน่าจะเติบโตได้ต่อที่ 3.5% โดยมีปัจจัยหนุนจากระดับราคาและปริมาณความต้องยังเพิ่มต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ
ภาคอุตสาหกรรม ไตรมาสแรกโต 4.2% ไตรมาสสองโต 4.1% และแนวโน้มในครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ 6.3% เฉลี่ยทั้งปีโต 5.2% เป็นไปตามภาคการส่งออกที่จะขยายตัวได้ประมาณ 16% ส่วนการท่องเที่ยวไตรมาสแรกโต 15% ไตรมาสสองจะโตอีก 18% เป็นผลจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ และครึ่งปีหลังน่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา 8.4 ล้านคน ทำให้ทั้งปี 2554 มีนักท่องเที่ยวทั้งหมด 16.7 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศ 6.34 แสนล้านบาท







