posttoday
ขาใหญ่ วิ่งสู้ฟัด 'ยื้อ'โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์

ขาใหญ่ วิ่งสู้ฟัด 'ยื้อ'โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์

03 พฤษภาคม 2554

การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ครั้งนี้ ถือว่าสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการรถยนต์อย่างมาก

การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ครั้งนี้ ถือว่าสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการรถยนต์อย่างมาก

ทั้งนี้เพราะเป็นการรื้อระบบโครงสร้างการคิดอัตราภาษีในรูปแบบปัจจุบันไปแบบไม่เห็นฝุ่น

สำหรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่นั้น มีแนวคิดในการลดความยุ่งยากในการจัดเก็บภาษีจากเดิมที่มีถึง 43 อัตรา รวมไปถึงปรับรูปแบบการจัดเก็บให้สอดคล้องกับแนวทางของตลาดรถยนต์โลก โดยเน้นที่เรื่องการประหยัดเชื้อเพลิง การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย รวมถึงเรื่องของการใช้พลังงานทดแทน

ทั้งนี้ ในส่วนของรถยนต์นั่งจะปรับการคำนวนภาษีจากปริมาตรกระบอกสูบที่เดิมแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ลงมาเหลือเพียง 2 กลุ่ม

ประกอบไปด้วยกลุ่มเครื่องยนต์เหนือกว่า 3,000 ซีซี ที่จะเสียภาษี 50% และเครื่องยนต์ต่ำกว่า 3,000 ซีซี ที่จะเสียภาษี 25% หากปล่อยไอเสียน้อยกว่า 150 กรัม/ กิโลเมตร 30% หากปล่อยไอเสีย 150-200 กรัม/กิโลเมตร และ 35% หากปล่อยไอเสียมากกว่า 200 กรัม/กิโลเมตร

ขณะที่รถยนต์ไฮบริดที่เคยเสียภาษีอยู่ 10% จะปรับเพิ่มเป็น 15% หากปล่อยไอเสียน้อยกว่า 150 กรัม/กิโลเมตร 20% หากปล่อยไอเสีย 150-200 กรัม/กิโลเมตร และ 25% หากปล่อยไอเสียมากกว่า 200 กรัม/กิโลเมตร เพื่อดึงดูดให้ค่ายรถหันมาพัฒนารถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าหรือฟิวเซลล์ ที่จะเสียภาษีเพียง 10%

ขาใหญ่ วิ่งสู้ฟัด 'ยื้อ'โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์

ซึ่งแน่นอนว่า งานนี้ โตโยต้า ลมออกหูแน่นอน เพราะกว่าจะผลักดันให้รถยนต์ไฮบริดเสียภาษีสรรพสามิตเพียง 10% ต่ำกว่ารถยนต์อีโคคาร์ ที่เสียภาษีสรรพสามิต 17% ก็ต้องเหนื่อยไปหลายรอบแล้ว แต่โครงสร้างภาษีครั้งนี้กลับดันภาษีรถยนต์ไฮบริดเริ่มต้นที่ 15% และเสียเพิ่มอีก 5% และ 10% หากปล่อย Co2 เกินกำหนด

ในกลุ่มของรถกระบะ 1 ตัน หากใช้เครื่องยนต์มากกว่า 3,250 ซีซี. เสียภาษี 50% ขณะที่รถซิงเกิลแค็บ ที่ใช้เครื่องยนต์ต่ำกว่า 3,250 ซีซี. จะเสียภาษี 3% หากปล่อยไอเสียน้อยกว่า 200 กรัม/กิโลเมตร และ 5% หากปล่อยไอเสียมากกว่า 200 กรัม/กิโลเมตร กลุ่มดับเบิลแค็บ เสียภาษี 12% หากปล่อยไอเสียน้อยกว่า 200 กรัม/กิโลเมตร และ 15% หากปล่อยไอเสียมากกว่า 200 กรัม/กิโลเมตร กลุ่มดับเบิลแค็บ

ขณะที่กลุ่มรถยนต์ดัดแปลงพีพีวี จะเสียภาษี 20% หากปล่อยไอเสียน้อยกว่า 200 กรัม/กิโลเมตร และ 25% หากปล่อยไอเสียมากกว่า 200 กรัม/กิโลเมตร กลุ่มดับเบิลแค็บ

นอกจากนี้ หากมีการติดตั้งระบบเชื้อเพลิงทดแทนเอ็นจีวีจากโรงงาน หรือสามารถใช้เชื้อเพลิง อี85-100 ได้ จะได้รับการลดภาษีอีกคันละ 2 หมื่นบาท รวมไปถึงมีการติดตั้งอุปกรณ์ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ ก็จะได้รับการลดภาษีอีกคันละ 2 หมื่นบาท

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่นั้น แม้ว่าให้เวลาค่ายรถยนต์ปรับตัวนาน 3 ปี แต่มีหรือที่ค่ายรถจะไม่ออกมาโวยวาย เพราะเมื่อพิจารณาจากเทคโนโลยีเครื่องยนต์ของรถยนต์นั่งและรถกระบะที่ขายกันอยู่นั้น บอกได้ว่า “ตายยกแผง”

ค่ายรถยนต์เกือบทุกค่ายต้องนำเครื่องยนต์รุ่นใหม่เข้ามาจำหน่ายเพื่อให้ได้สิทธิทางภาษีช่วยเหลือ จะมีก็แต่ค่ายรถยนต์จากยุโรปบางค่ายที่ยิ้มออก อย่างค่ายฟอร์ด และเชฟโรเลต ที่มีแผนจะเปิดตัวรถกระบะรุ่นใหม่ในปลายปีนี้ ได้ใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มีอัตราการคาย Co2 ต่ำกว่า 200 กรัม/กิโลเมตร ขณะที่ค่ายรถญี่ปุ่นต้องพัฒนาเครื่องยนต์รุ่นใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับกรอบภาษีสรรพสามิตใหม่นี้

ขณะที่ค่ายรถกระบะญี่ปุ่น ต้องถึงคราวปาดเหงื่อกันยกใหญ่ เพราะไม่มีเครื่องยนต์รถกระบะญี่ปุ่นรุ่นใดผ่านเกณฑ์ที่จะได้รับสิทธิลดภาษีสรรพสามิตลง 5%

แหล่งข่าวจากวงการรถยนต์บอกว่า วัตถุประสงค์ของการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่นี้ ก็เพื่อต้องการให้ผู้ผลิตรถยนต์หันมาพัฒนาเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพด้านความประหยัด และช่วยสิ่งแวดล้อม เหมือนอย่างที่ในต่างประเทศใช้กัน มากกว่าการแข่งขันเรื่องความแรงของเครื่องยนต์แต่เพียงอย่างเดียว และเวลา 3 ปีก็เพียงพอที่จะเตรียมตัว

“การที่ค่ายรถยนต์ออกมาโวยวายว่าเวลา 3 ปีนั้นไม่เพียงพอ บอกได้เลยว่าไม่เป็นความจริง ค่ายรถเพียงแค่ต้องการขายเครื่องยนต์ในโมเดลเก่า เครื่องยนต์เก่า ให้ได้กำไรคุ้มค่ามากที่สุด เพราะไม่อยากลงทุนเครื่องยนต์ใหม่ๆ ให้ต้องเสียเงินลงทุน ถือเป็นการเอาเปรียบทั้งประเทศ และลูกค้า”

นอกจากนี้ การใช้มาตรฐานการปล่อยค่า Co2 เป็นเกณฑ์ในการกำหนดภาษีสรรพสามิต ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลจากกลุ่มยุโรปได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีด้วย จากเดิมที่เครื่องยนต์ดีเซลจากยุโรปไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี ทั้งๆ ที่มีอัตราการคายมลพิษที่ต่ำ ประหยัดพลังงาน และทนทาน

นายอาซึชิ ฟูจิโมโตะ ประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่นำเรื่องของการคาย Co2 มาเป็นตัวกำหนด ซึ่งเหมือนกับในต่างประเทศ แต่สิ่งที่กังวลคือ ตัวเลขที่ภาครัฐใช้เป็นเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น 150 กรัม/กิโลเมตร หรือ 200 กรัม/กิโลเมตรนั้น ภาครัฐอ้างอิงตัวเลขดังกล่าวมาจากที่ใด มีฐานการคำนวณอย่างไร ซึ่งภาครัฐไม่ได้ชี้แจงที่มาที่ไปของตัวเลขนี้ให้เอกชนได้รับทราบ รวมถึงไม่เคยหารือกับภาคเอกชนเกี่ยวกับแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ด้วย

“เรื่องนี้เอกชนไม่ได้รับรู้ในรายละเอียดของตัวเลขใดๆ ที่ออกมาเลย ซึ่งภาครัฐควรจะเรียกภาคเอกชนมาหารือว่า ตัวเลขการคายไอเสียควรเป็นเท่าใด โดยให้ภาคเอกชนมีสิทธิเสนอตัวเลขที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีของแต่ละคนด้วย แต่ครั้งนี้ภาครัฐเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เอกชนยังงงๆ อยู่”

นอกจากนี้ ควรจะให้เวลาในการปรับตัวเป็นเวลา 5 ปี ไม่ใช่ 3 ปี เนื่องจากระยะเวลาในการเปลี่ยนรุ่นรถยนต์ หรือไลฟ์ไซเคิล ของรถยนต์แต่ละรุ่นจะใช้เวลากว่า 5 ปี ซึ่งตัวเลข 5 ปีน่าจะเหมาะสมมากกว่า 3 ปี

นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย บอกว่า อยากให้มีการพิจารณาเรื่องการปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ทั้งระบบอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ที่อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจากปัญหาการส่งมอบชิ้นส่วนจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้ต้องมีการลดกำลังการผลิตในประเทศไทยอยู่แล้ว

ทั้งนี้ โตโยต้ายืนยันว่าเห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างภาษีของภาครัฐ แต่อยากขอให้พิจารณาเรื่องของกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการประกาศใช้โครงสร้างภาษีใหม่ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในภาพรวมได้

“โตโยต้ายังยืนยันสิ่งที่ท่านประธานเคียวอิจิ ทานาดะ เคยให้ความเห็นไว้ว่า การปรับโครงสร้างภาษีอาจจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค และเมื่อมีสถานการณ์เรื่องการลดการผลิตเข้ามาเพิ่ม การปรับอะไรจึงต้องระมัดระวังให้มาก”

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตามองแบบตาไม่กะพริบว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่นี้จะผ่านการเห็นชอบจาก ครม.ชุดนี้หรือไม่ ทั้งนี้เพราะแว่วมาว่า ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นต่างดาหน้าวิ่งล็อบบี้ไม่ให้โครงสร้างภาษีนี้ผ่าน ครม.ในรัฐบาลชุดนี้ เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องเกิดการลงทุนกันอย่างมหาศาล ซึ่งค่ายรถยนต์ที่เห็นแก่ได้หลายค่ายไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ยังอยากจะขายเครื่องยนต์เก่าๆ ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่กำไรงามๆ ต่อไปให้ได้นานที่สุด

เชื่อได้ว่า ในการประชุม ครม.วันนี้ จะเกิดกำลังภายในผลักดันไม่ให้โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่หลุดออกมาได้ง่ายๆ เพราะงานนี้กลุ่มค่ายที่เสียผลประโยชน์นั้น เป็น “ขาใหญ่” ของวงการรถยนต์ไทยทั้งนั้น

ถ้าโครงสร้างภาษีแห้ว ก็ทำใจแล้วกัน ที่เกิดเป็นคนไทย

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท