
นิคมฯจุกรายได้ช้า
ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมหนาว เจอมาตรฐานบัญชีใหม่รับรู้รายได้เมื่อโอนแล้วเท่านั้น ทำรายได้มาช้า
ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมหนาว เจอมาตรฐานบัญชีใหม่รับรู้รายได้เมื่อโอนแล้วเท่านั้น ทำรายได้มาช้า
นายเผ่าพิทยา สมุทรกลินผู้อำนวยการนักลงทุนสัมพันธ์และวางแผน บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) เปิดเผยว่า บริษัทยังคาดการณ์แนวโน้มรายได้ของปีนี้ได้ลำบากว่าจะเติบโตจากปีที่ผ่านมาเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 2554 เป็นต้นไป บริษัทจะต้องใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ที่กำหนดว่าธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจะรับรู้รายได้จากการขายที่ดินได้ก็ต่อเมื่อมีการโอนแล้วเท่านั้น
“เป็นไปได้ว่าตัวเลขยอดขายที่ดินในไตรมาสแรกอาจจะไปรับรู้เป็นรายได้ในไตรมาส 2 หรือในไตรมาสถัดๆ ไปก็ได้ ซึ่งอาจจะทำให้ไตรมาส 2 ดีขึ้นก็ได้ ซึ่งหากดูการทำงานในอดีตเมื่อเซ็นสัญญาขายที่แล้วกว่าจะมีการโอนเกิดขึ้นก็จะใช้เวลา 4-5 เดือน ดังนั้นบริษัทก็จะต้องมีการวางแผนให้ชัดเจนและต้องช่วยเหลือให้ลูกค้าสามารถโอนได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการโอนที่เกิดขึ้นช้าเพราะติดในเรื่องของกฎระเบียบที่นักลงทุนเข้ามาแล้วจะต้องดำเนินการตามกฎกติกาของไทย ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเงิน ดังนั้นบริษัทก็จะต้องหันมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย
นายเผ่าพิทยา กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้รับความสนใจจากผู้จัดการกองทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น เห็นได้จากที่ผ่านมานั้นผู้จัดการกองทุนเหล่านี้ได้มาขอพบและขอข้อมูลของบริษัทมากขึ้น รวมถึงผลจากการออกไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ที่ฮ่องกงก็ได้รับความสนใจขอข้อมูลจากผู้ลงทุนมากเช่นกัน
สำหรับประเด็นที่ผู้จัดการกองทุนสนใจซักถามส่วนใหญ่จะเป็นทิศทางการเติบโตในอนาคตของบริษัท โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งบริษัทได้มีการวางแผนการเติบโตในอนาคตอย่างชัดเจนว่าจะลดสัดส่วนจากการขายที่ดินลง แต่หันมาเพิ่มรายได้จากกิจการสาธารณูปโภคทั้งน้ำและไฟฟ้ามากขึ้น รวมถึงรายได้จากการให้เช่าโรงงานเพราะถือว่าเป็นรายได้ที่มีความมั่นคง ซึ่งจะทำให้โครงสร้างรายได้ของบริษัทมีเสถียรภาพมากขึ้น
“บริษัทมีบทเรียนชัดเจนจากเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา ที่การขายที่ดินในนิคมฯ ตกต่ำมาก และหากบริษัทยังพึ่งพารายได้หลักจากการขายที่ดินก็จะทำให้ผลดำเนินงานของบริษัทออกมาไม่ดี ในสภาพแวดล้อมของการทำธุรกิจไม่เอื้ออำนวย เช่น ผลจากการเกิดวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา ที่ทำให้ยอดขายตกต่ำมาก ดังนั้นการเพิ่มฐานรายได้จากกิจการอื่นๆ เข้ามาก็จะทำให้บริษัทมีความมั่นคงขึ้น”
สำหรับเป้าหมายรายได้ปีนี้จะมาจากการขายที่ดินในระดับที่เกินกว่า 60% แต่นับตั้งแต่ปี 2555 หลังโรงไฟฟ้าเอคโค่วันเริ่มดำเนินการเต็มที่ รายได้จากไฟฟ้าจะเข้ามามีสัดส่วน 30% และอนาคตสัดส่วนรายได้ระหว่างที่ดินกับสาธารณูปโภคก็จะขยับมาอยู่ในระดับ 50 ต่อ 50
ด้านนายเสกสิทธิ์ เจริญเศรษฐศิลป์ กรรมการ บริษัท นวนคร (NNCL) กล่าวว่า รายได้ของบริษัทในปีนี้น่าจะทรงตัวจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท เพราะปีนี้ต้องใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ที่จะรับรู้รายได้เมื่อโอน ซึ่งในส่วนของบริษัทเมื่อมีการเซ็นสัญญาและโอนก็ใช้เวลา 4-9 เดือน จึงอาจทำให้การรับรู้เป็นรายได้เกิดขึ้นช้า และยังเจอเรื่องของพนักงานด้วย
อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทจะได้รับผลดีจากการลงทุนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในรูปแบบโครงการกึ่งที่อยู่อาศัยและคอมเพล็กซ์ ซึ่งมีระบบต่างๆ รองรับทั้งลูกค้าและคนอาศัย รวมถึงการมีธนาคารต่างๆ เข้ามา ทำให้รายได้จากระบบสาธารณูปโภคดีขึ้นมาและเป็นอานิสงส์ให้กับบริษัทในปีนี้







