
หาเสียงจนหยดสุดท้าย รัฐซื้อใจกู้บ้าน0%
สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่ได้ข้อสรุปมาตรการปล่อยกู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)....
สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่ได้ข้อสรุปมาตรการปล่อยกู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)....
โดย...ทีมข่าวการเงิน
สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่ได้ข้อสรุปมาตรการปล่อยกู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เนื่องจากยังติดเงื่อนไขในบางอย่าง เช่น ค่าโอน ค่าจดจำนอง ที่จะมีการยกเว้นให้หรือไม่ แต่นโยบายซื้อใจก่อนยุบสภาจะมีการนำเสนอต่อ ครม. ในการประชุมครั้งสุดท้ายสัปดาห์หน้า
สำหรับข้อสรุปในเบื้องต้นขณะนี้ จะกู้ได้เฉพาะลูกค้าที่ซื้อบ้าน คอนโดมิเนียมใหม่ ไม่รับรีไฟแนนซ์ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 2 ปี โดย ธอส.ลดวงเงินโครงการนี้เหลือ 2 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ตั้งไว้ 5 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าได้มากกว่า 7,000 ราย สัญญาเงินกู้สูงสุด 30 ปี โดยผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1 หมื่นบาท จะสามารถกู้ได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยลอยตัวหลัง 2 ปีนั้น จะอยู่ที่เอ็มอาร์อาร์ ลบ 0.5% พร้อมกันนั้นอาจมีเงื่อนไขให้ลูกค้าต้องผ่อนชำระกับ ธอส. อย่างน้อย 5 ปี ถึงจะรีไฟแนนซ์ได้
ด้านเศรษฐกิจไตรมาสแรก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเศรษฐกิจออกมาในทิศทางที่ดี แม้จีดีพีจะเติบโตต่ำกว่า 4% แต่ก็จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจระยะต่อไปในช่วงไตรมาส 2 ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 มีแนวโน้มดีด้วย
ขณะที่กระทรวงการคลังประเมินดุลบัญชีเงินทุนในไตรมาสแรกจะเกินดุลสูงถึง 4,408 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือตกประมาณ 1.32 แสนล้านบาท และเมื่อรวมกับช่วงเดือน เม.ย. ที่ทะลักเข้ามาแล้วประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็จะตกประมาณ 1.75 แสนล้านบาท จนทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 1% และสถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพราะส่วนต่างของดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐที่แตกต่างกัน จึงมีการเข้ามาเก็งกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ทำให้เกิดเงินนอกทะลักเข้ามากินส่วนต่างดอกเบี้ยไทยมากขึ้นตั้งแต่ขณะนี้เป็นต้นไป ซึ่งอาจเห็นเงินบาทหลุด 29.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจขณะนี้ นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. มองว่า เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงและน่าเป็นห่วงมากที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นไปทั่วโลกในปีนี้ แต่ปีหน้าเหตุการณ์นี้น่าจะชะลอลง โดยประเมินว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมาในปีนี้ หากดูจากราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยน่าอยู่ที่ประมาณ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าราคาน้ำมันสูงสุดในช่วงเดือน ก.ค. 2551 ที่ยืนอยู่ในระดับ 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ฉะนั้นแม้จะมีปัจจัยเสี่ยง ธปท.ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกยังน่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง ตามที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ไว้ว่าจะโต 4.5% และปีหน้าก็จะโตใกล้เคียงระดับนี้
ด้านการจัดทำงบประมาณในปีงบประมาณ 2555 รมว.คลัง บอกว่า อาจต้องพิจารณาทบทวนรายจ่ายต่างๆ โดยจะขาดดุลลดลงอีก 7 หมื่นล้านบาท ดีขึ้นจากปีงบประมาณ 2554 ที่ขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลยืนยันนโยบายจัดทำงบประมาณสมดุลภายใน 4 ปีข้างหน้า
ฟากธนาคารพาณิชย์ที่จะเริ่มลดคุ้มครองเงินฝาก มีผลวันที่ 11 ส.ค.นี้ บัญชีละ 50 ล้านบาทนั้น นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ความเสี่ยงมหภาค ธนาคารทหารไทย แนะนำให้ผู้ฝากเงินควรแบ่งเงินกระจายออกเป็น 4 ส่วน โดยส่วนแรกแบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายประจำ ส่วนที่สองแบ่งเงินฝากไว้กับธนาคารของรัฐ เพราะรัฐบาลคุ้มครอง 100% ก่อนแบ่งเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่ควรฝากยาวเกิน 1 ปี และลงทุนในตั๋วแลกเงิน ซึ่งเป็นส่วนที่สาม และส่วนสุดท้ายลงทุนในกองทุนรวม โดยในครึ่งปีหลังต่อเนื่องไปถึงครึ่งแรกของปี 2555 จะเห็นธนาคารพาณิชย์แข่งขันระดมเงินฝากรุนแรง
ธนาคารไอซีบีซีเตรียมออกหุ้นกู้ 1 หมื่นล้านบาท รองรับการขยายธุรกิจในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เนื่องจากปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่อยู่ถึง 35-40% ของฐานสินเชื่อรวมที่ 5.5 หมื่นล้านบาท และได้ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 20%
บริษัท อีซี่บาย เป็นห่วงว่าจะมียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในกลุ่มลูกค้าที่เป็นพนักงาน ลูกจ้างในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เพราะขณะนี้ลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มได้รับผลกระทบจากค่ายรถยนต์ในเมืองไทยลดกำลังการผลิตลง ลดชั่วโมงทำงานนอกเวลาลงมา หลังจากเกิดปัญหาภัยพิบัติสึนามิในญี่ปุ่น ทำให้บริษัทยานยนต์ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในญี่ปุ่นไม่สามารถส่งมอบชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นหัวใจสำคัญเข้ามาในเมืองไทยได้
ด้านดัชนีหุ้นไทยปรับตัวสลับบวกลบ ท่ามกลางภาวะที่ตลาดขาดปัจจัยกระตุ้นใหม่ๆ ก่อนที่ดัชนีจะปิดสัปดาห์ลดลงจากแรงขายทำกำไร และการประกาศจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะยังคงซื้อหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
ผลประกอบการกลุ่มที่ไม่ใช่ธนาคารออกมาดี โดยบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC ) โชว์กำไรไตรมาสแรก 9,200 ล้านบาท ดีเกินคาดเพราะทุกธุรกิจเติบโตดี







