
เอกชนค้านปิดด่านไทย-เขมร
เอกชนยันการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่กระทบการค้า การลงทุน พร้อมแนะภาครัฐแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ ไม่เห็นด้วยกับการปิดด่าน
เอกชนยันการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่กระทบการค้า การลงทุน พร้อมแนะภาครัฐแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ ไม่เห็นด้วยกับการปิดด่าน
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาธุรกิจไทย – กัมพูชา เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ขณะนี้ในภาคการค้าและการลงทุนยังไม่ได้รับผลกระทบ การค้าขายและการทำธุรกิจของนักลงทุนไทยในกัมพูชายังคงเดินหน้าต่อไปด้วยดี เพราะการปะทะกันยังอยู่ในพื้นที่จำกัดไม่ได้ขยายวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม เรื่องการปิดด่านชายแดน ต้องการให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ หากจะปิดด่านทั้งหมดภาคเอกชนคงจะไม่เห็นด้วย เพราะจะส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ควรจะปิดเฉพาะในพื้นที่ที่มีการสู้รบกัน
นอกจากนี้ ที่ประชุมสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา จะหาถึงแนวทางการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ตามข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคาดว่าสภาฯ จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการค้า และการลงทุนระหว่างไทย-กัมพูชาให้ขยายตัวเพิ่มต่อไปอีก โดยสถานการณ์ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศ จะไม่เป็นอุปสรรคในการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานและเลขาธิการสภาธุรกิจไทย – กัมพูชา กล่าวว่า ที่ประประชุมสภาธุรกิจไทย – กัมพูชา จะมีข้อเสนอต่อภาครัฐ 4 ข้อ ได้แก่ 1. ให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการปิดด่าน พิจารณาอย่างรอบก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร รวมถึงเรื่องการส่งออกน้ำมัน และไฟฟ้าด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน 2. ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้ข่าวสารของฝั่งไทย ให้ข่าวอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เป็นการยั่วยุฝ่ายกัมพูชา 3. ต้องการให้ทั้ง 2 ประเทศหันมาใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท และ 4. ให้รัฐบาลแยกเรื่องเศรษฐกิจ และปัญหาทางการเมืองออกจากกัน เพราะจะสร้างผลกระทบโดยรวม
ทั้งนี้ จะนำข้อเสนอดังกล่าวไปหารือร่วมกับนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี และนำเสนอข้อกังวลของภาคเอกชน รวมทั้งมาตรการรองรับที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ หากสถานการณ์ขยายวงกว้างมากขึ้น
ด้านผลกระทบที่เกิดขึ้นหากการสู้รบไม่ขยายตัวไปมากกว่าที่เป็นอยู่ก็จะไม่กระทบต่อการทำธุรกิจมาก เพราะการปิดด่านชานแดนยังคงจำกัดอยู่บริเวณจังหวัดสุรินทร์ ทั้งช่องสะงำและช่องจอม ส่วนด่านอรัญประเทศและด่านคลองลึกยังคงเปิดตามปกติ จึงไม่ส่งกระทบต่อการค้าชายแดนมากนัก คำสั่งซื้อสินค้าจากกัมพูชายังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บริษัทขนส่งสินค้าระหว่างไทยและกัมพูชายังคงให้บริการตามปกติ ซึ่งสินค้าจะไหลเข้าออกทางด่านอรัญประเทศมากขึ้น
ขณะที่การท่องเที่ยวจะเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด นักท่องเที่ยวไทยที่จะเดินทางไปนครวัด มีการยกเลิกการเดินทางเกือบทั้งหมด ยกเว้นการเดินทางไปซื้อสินค้าที่ชายแดน ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ยุติในเร็ววันจะส่งผลกระทบต่อท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศ
“เอกชนจะยังเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป เพราะเชื่อว่าภาคธุรกิจจะเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้ ส่วนภาครัฐต้องแยกส่วนความสัมพันธ์ทางการค้ากับเรื่องความมั่นคงออกจากกัน เพราะไทยคงจะไม่ทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้านตลอดไป” นายธนิต กล่าว
สำหรับการค้าไทย-กัมพูชาในปี 2553 ขยายตัว 54.18%คิดเป็นมูลค่า 7.98 หมื่นล้านบาท เป็นมูลค่าการส่งออก 7.26 หมื่นล้านบาท และการนำเข้า 6,639 ล้านบาท โดยไทยได้ดุลการค้า 6.59 หมื่นล้านบาท ซึ่งสินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย ปูนซีเมนต์ ส่วนสินค้านำเข้า เช่น ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สินแร่ ไม้ซุงละแปรรูป โดยในปีนี้คาดว่าไทยจะส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท เป็นการค้าชายแดนประมาณ 5.1 หมื่นล้านบาท
ขณะที่การลงทุนในปี 2553 ไทยมีโครงการลงทุนในกัมพูชาทั้งสิ้นประมาณ 31 ล้านบาท โดยนักลงทุนไทยเป็นนักลงทุนอันดับที่ 15 ของกัมพูชา โดยรวมตั้งแต่ช่วง 1 ส.ค. 2537- 30 มิ.ย. 2552 ไทยมีโครางการลงทุนในกัมพูชา 81 โครงการ มูลค่า 7,024 ล้านบาท เป็นการลงทุนในธุรกิจโรงแรม 9 โครงการ มูลค่า 4,290 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดเสียมเรียบ รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร มูลค่า 2,346 ล้านบาท อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 221 ล้านบาท







