
ไทยยูเนี่ยนฯย้ำหุ้นเติบโตสูง
3ปีไม่เพิ่มทุนหยุดลงทุนใหญ่วอนผู้ถือหุ้นถือยาวอนาคตหรู
3ปีไม่เพิ่มทุนหยุดลงทุนใหญ่วอนผู้ถือหุ้นถือยาวอนาคตหรู
“ธีรพงศ์” วอนผู้ถือหุ้นเข้าใจ TUF จ่ายปันผลน้อย 3 ปี เน้นคืนหนี้ กดดีอีเหลือ 1 เท่า จาก 1.6 เท่า แลกกับการเป็นหุ้นเติบโตสูง
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) เปิดเผยในระหว่างการประชุมผู้ถือหุ้นว่า บริษัทจะไม่มีการเพิ่มทุนในช่วง 3 ปี และ จะใช้เวลา 3 ปีในการชำระหนี้ เพื่อลดอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ลงจากระดับ 1.6 เท่า เหลือ 1 เท่า จึงอยากให้ผู้ถือหุ้นเข้าใจว่าจะได้รับเงินปันผลน้อยลง และความจำเป็นในการลงทุนของบริษัทมีความสำคัญต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อให้กลายเป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูง 20%
“เราต้องให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด และในช่วง 3 ปีนี้คงจะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่หากโครงสร้างหนี้ยังไม่ลด” นายธีรพงศ์ กล่าว
บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนในประเทศซีเชล และกานา เกี่ยวกับธุรกิจกระป๋องเปล่า น้ำมันปลา และปลาป่น เพื่อต่อยอดธุรกิจ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในกลางปีนี้ ซึ่งการลงทุนจะมีมูลค่าไม่มากนัก แต่เน้นการเพิ่มมูลค่าธุรกิจที่บริษัทลงทุนก่อนหน้า
นายธีรพงศ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติวงเงินในการออกหุ้นกู้ไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาท วัตถุประสงค์หลักเพื่อนำไปชำระหนี้ หลังจากนี้คงพิจารณาว่าจะออกเสนอขายเท่าไหร่ แต่ยังไม่มีแผนชัดเจน แม้ว่าจะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนจำนวน 3,200 ล้านบาท ในเดือน มิ.ย.นี้ และมีเงินกู้กับสถาบันการเงินอีก 9,000 ล้านบาท รวมแล้ว 1.2 หมื่นล้านบาท
“ต้นทุนดอกเบี้ยของบริษัทเฉลี่ยอยู่ที่ 5% การออกหุ้นกู้ของบริษัทขึ้นอยู่กับว่าจะช่วยประหยัดดอกเบี้ยจ่ายให้ต่ำลงมากกว่า 1% หรือไม่ หากสามารถทำได้คงจะพิจารณาในการออกและเสนอขาย แต่ถ้ายังไม่ช่วยลดก็คงจะยังไม่ออก โดยในส่วนหุ้นกู้ 3,200 ล้านบาท ที่จะครบไถ่ถอน บริษัทมีวงเงินจากสถาบันการเงินรองรับอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไร” นายธีระพงศ์ กล่าว
ในปีนี้บริษัทคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท โตไม่น้อยกว่า 30% จากปีก่อนหน้า 7 หมื่นล้านบาท ส่วนเพิ่มมาจากเป็นปีแรกของการรับรู้รายได้จากการเข้าไปลงทุนในเอ็มดับบลิว แบรนด์ส
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่บริษัทให้ความสำคัญและติดตามมาโดยตลอดคือค่าเงิน ซึ่งได้มีการป้องกันความเสี่ยงกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินสหรัฐไว้ 50% ของพอร์ตเงินเหรียญสหรัฐ และกระจายแหล่งรายได้มาจากสหรัฐ 38% ยุโรป 33%
นอกจากนี้ ยังติดตามเรื่องความผันผวนของราคาวัตถุดิบ รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยอมรับว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่อยู่ในระดับที่บริษัทสามารถจัดการได้และเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกคน







