
‘BFIT’ดิ้นหาธุรกิจใหม่แข่งแบงก์
BFIT เผยกำลังศึกษาธุรกิจเสริม หลังขายธุรกิจหลักทรัพย์ รับสภาพสู้ธนาคารใหญ่ไม่ได้
BFIT เผยกำลังศึกษาธุรกิจเสริม หลังขายธุรกิจหลักทรัพย์ รับสภาพสู้ธนาคารใหญ่ไม่ได้
นายสาคร สุขศรีวงศ์ รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเงินทุน(บง.) กรุงเทพธนาทร (BFIT) เปิดเผยว่า บริษัทพยายามปรับตัวและศึกษาการลงทุนในธุรกิจอื่น เพื่อสามารถแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้ เช่น ธุรกิจลีสซิงเนื่องจากบริษัทรู้สภาพการแข่งขันในธุรกิจดี ขณะนี้ธนาคารสามารถเข้าทำธุรกิจเดียวกับ บง.ได้จึงต้องหาทางเดินอื่นเพิ่ม
อย่างไรก็ดี นโยบายการลงทุนยังเน้นกิจการที่ทำกำไรอย่างมั่นคงและเหมาะสมกับความเสี่ยง ซึ่งอาจทำให้ผลประกอบการไม่หวือหวา แต่ก็ไม่ติดลบ
สำหรับการเซ็นสัญญาขายหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บีฟิท (BSEC) จำนวน 399 ล้านหุ้น หรือ 48.85% ให้กับ OSK Investment Bank Berhad (OSK) ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ของมาเลเซียนั้น นายสาคร กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุญาตจากทางการ คาดต้องการทำให้เสร็จภายใน 6 เดือนนับจากวันเซ็นสัญญาวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา
“การขายหุ้น BSEC ทำให้บริษัทไม่ได้รับเงินปันผล แต่เป็นโอกาสที่ดีเมื่อมีคนมาเจรจาแล้วได้เงื่อนไขดีก็ควรทำ เพราะด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเอื้ออำนวย ประกอบกับวันที่ 18 ก.พ. 2555ถึงเวลาที่บริษัทจะครบกำหนดขอผ่อนผันกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่อง บง.ต้องไม่ถือหุ้นในบริษัทย่อยเกิน 25% ของเงินกองทุน จากปัจจุบันถืออยู่ในสัดส่วน 28.68%
เรื่องการบริหารสภาพคล่องนั้น ก็ต้องพิจารณาหลังทำรายการขาย BSEC แล้ว ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีทรัพย์สินทั้งหมด 2,300 ล้านบาทมีเงินสด/เทียบเท่าเงินสดและเงินลงทุนรวมกันทั้งหมด 1,080 ล้านบาท และเงินของลูกหนี้ธุรกิจอีก 1,050 ล้านบาท







