
การตลาดยุค 3.0 ยึด “คุณค่า” เป็นศูนย์กลาง
จากงานสัมมนา “ซัสเทนเอเบิล มาร์เก็ตติง 3.0” จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ มาร์เก็ตติง ฟอรัม
จากงานสัมมนา “ซัสเทนเอเบิล มาร์เก็ตติง 3.0” จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ มาร์เก็ตติง ฟอรัม
เน้นไปที่การขับเคลื่อนเข้าสู่การตลาด 3.0 เพื่อให้องค์กรธุรกิจปรับตัวได้อย่างเท่าทัน
ขจรเดช แสงสุพรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น กล่าวว่า เอสซีจีใช้การมีส่วนร่วมรับผิดชอบสังคม หรือซีเอสอาร์ เป็นนโยบายสำคัญในการดำเนินธุรกิจและต่อยอดไปสู่การตลาด อย่างไรก็ตามสุดท้ายต้องยอมรับว่า ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของธุรกิจยังคงเป็นส่วนแบ่งตลาดอยู่ดี
สรณ์ จงศรีจันทร์ ประธานกลุ่มเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ยังก์ แอนด์ รูบิแคม แบรนด์ กล่าวว่า การตลาดยุคแรกหรือ 1.0 เป็นการตลาดที่มีสินค้าเป็นศูนย์กลาง การสื่อสารจะเป็นแบบทางเดียว (วันเวย์ คอมมูนิเคชัน) ถัดมาเป็นการตลาดยุค 2.0 ที่นักการตลาด เจ้าของสินค้า ยึดลูกค้าเป็นพระเจ้า มีรูปแบบการสื่อสาร 2 ทาง (ทูเวย์ คอมมูนิเคชัน) ระหว่างเจ้าของธุรกิจกับลูกค้า
จนปัจจุบันการตลาดกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุค 3.0 ซึ่งเป็นยุคของการให้คุณค่าเป็นศูนย์กลาง ที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจทั้งห่วงโซ่ระบบ หรือซัพพลายเชน โดยการสื่อสารจะเป็นรูปแบบไตรอะล็อก ทั้งผู้บริโภค เจ้าของสินค้า และการสื่อสารในองค์กร ที่ต้องไปในทิศทางเดียวกัน
“ที่ผ่านมาจะพบว่าผู้บริโภคเดินหน้าในเรื่องของ “ซัสเทนเอเบิล” มานานแล้ว เช่น การไปวัดทำบุญ บริจาคเงินตามกล่องต่างๆ หรือ เพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในญี่ปุ่น หรือ ชาวใต้ ในชาวงที่ผ่านมาคนไทยพยามเข้าไปมีส่วนช่วยเหลิอสังคมอย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าของสินค้าไม่ทันสังเกตหรือจับเป็นประเด็นขึ้นมา ตอนนี้นักการตลาด เพิ่มเดินตามผู้บริโภคในลักษณะดังกล่าว ในฐานะนักธุรกิจ" สรณ์ กล่าว
ด้าน วิเชียร พงศธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท พรีเมียร์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจหลัก คือ 1.ด้านสิ่งแวดล้อม2.สินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ ขนมขบเคี้ยว ปลาเส้นทาโร่ 3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการหมู่บ้านจัดสรรตลาดสด เสรี มาร์เก็ต 4.ธุรกิจบริการทางการเงิน 5.ธุรกิจบริการคมนาคม เมโทรบัส และ6.ธุรกิจไอที ซึ่งโดยเฉลี่ยแต่ละธุรกิจมีอายุนานกว่า 2030 ปี ขึ้นไป การดำเนินธุรกิจได้ยั่งยืน ต้องเริ่มจากการวางมาตรฐานของระบบในธุรกิจอย่างจริงจังซึ่งใน 6 กลุ่มธุรกิจของพรีเมียร์มีอายุนานกว่า 2030 ปี ขึ้นไปหรือ ธุรกิจสแน็คปลาเส้นทาโร ที่ยึดจุดเด่นด้านขนมขบเคี้ยวอาหารว่าง เพื่อสุขภาพไขมันต่ำ เพราะทำจตากเนื้อปลา เป็นแกนหลักในการทำตลาด ก่อนที่กระแสสุขภาพจะมาแรงในปัจจุบัน
แนวทางดังกล่าว เป็นเรื่องที่บริษัทให้ความใส่ใจต่อคุณภาพชีวิต และสังคมเป็นหลักสำคัญ หรือ อย่างการให้บริการเมโทรบัส ในปัจจุบันที่บริษัทวางแนวคิดการให้บริการจากจุด1ถึงจุด1อย่างปลอดภัย
ขณะที่อุปสรรคสำคัญมาจากทั้งสภาวะเศรษฐกิจ หรือการดำเนินงานของภาครัฐที่ไม่โปร่งใส เช่น การรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือการทำซีเอสอาร์ที่หลอกลวง ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมภาพรวม ดังนั้นการยึดมั่นคำสัญญากับผู้บริโภคและสังคม ที่ปฏิบัติได้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีกรณีศึกษาการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในหัวข้อเสวนา มาร์เก็ตติง 3.0 “เบสต์ แพรคทิส ฟอร์ ซัสเทนเอเบิล มาร์เก็ตติง” ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการตลาดมาไขเคล็ดลับความสำเร็จของธุรกิจ
ร.ท.พัชโรดม อุนสุวรรณ นายกเทศมนตรีตำบลอัมพวา กล่าวว่า ตลาดน้ำอัมพวาเกิดขึ้นในปี 2547 ที่ต้องการพัฒนาชุมชนอัมพวาให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจ+สังคม+สิ่งแวดล้อม”
ขณะเดียวกันยังใช้หลักการตลาด “โกลบอลแอส โลคัล” เพื่อสร้างความได้เปรียบจากจุดขายของอัมพวา ทั้งด้านประวัติศาสตร์และสิ่งแวดล้อม พร้อมใช้การท่องเที่ยวมาช่วยด้านเศรษฐกิจ
จากจุดเด่นหลายด้านของอัมพวา รวมทั้งภาวะความเป็นผู้นำในฐานะนายกเทศมนตรีทำให้สามาถจัดหางบประมาณมาพัฒนาได้ รวมถึงปัจจัยอื่น เช่น ความดั้งเดิมของตลาดน้ำ อัมพวาไม่ต้องขุดคลอง ไม่ต้องสอนคนคนอัมพวาพายเรือ เป็นต้น ถือเป็นทุนทางสังคมหรือ ภูมิสังคมในแต่ละถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของ “กระบวนการคิด” ที่อัมพวาหาจุดขาย คือ ความเป็นตลาดเย็น เพื่อสร้างความแตกต่างไปจากตลาดน้ำดำเนินสะดวกที่เป็นตลาดเช้าและอยู่ห่างจากอัมพวาไป 15 กม. โดยจับกลุ่มเป้าหมายหลักคนกรุงเทพฯสัดส่วน 10% ของประชากร10ล้านคน จากกิจกรรมที่เปิดให้บริการวันศุกร์อาทิตย์ หรือ 12 วันต่อเดือน ที่ปัจจุบันทำให้คนอัมพวารักถิ่นฐานและมีอาชีพทำกินในบ้านของตัวเอง ด้วยในวันปกติจันทร์พฤหัส ชาวบ้านก็จะกลับไปทำสวน
พุทธพร แสงรัตนเดช ผู้อำนวยการสำนักงานการตลาด เอสซีจี เปเปอร์ เครือซิเมนต์ไทย กล่าวว่าสินค้ากระดาษไอเดียกรีน ถูกพัฒนามาจากความต้องการของผู้บริโภคในเชิงลึกเอง ที่ต้องการมีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นเรื่อง “ฮิวแมน แวลลู มาร์เก็ตติง” เป็นการทำตลาดร่วมกับผู้บริโภคและสังคมไปพร้อมๆกัน ที่นอกหนือจากากความต้องการสินค้ากระดาษ ที่ไม่ติดเครื่องขาวเรียบเนียน ที่ทุกฝ่ายจะต้องมีความเข้าใจก่อน ที่สอดคล้องกับการศึกษาทฤษฎ๊โลกร้อน จากกระบวนการปล่อยก๊าซคาร์บอรไดออกไซด์(ซีโอทู) ของต้นไม้ ทำให้บริษัทแนวคิดการใช้กระดาษเพื่อการผลิตไปก่อนที่ต้นไม้จะปล่อยซีโอทู ด้ยการเอาอีโคไฟเบอร์เพื่อการผลิตกระดาษเอาไว้ก่อน ซึ่งอุปสรรคคือ การทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเข้าใจด้วย
ธนเดช แสงวัฒนกุล ผู้จัดการทั่วไป ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดมชัยฟาร์ม ผู้ผลิตและทำตลาดไข่ไก่ชีวภาพ จากฟาร์มแม่ไก่อารมณ์ดี กล่าวว่า ธุรกิจดังกล่าวเริ่มจากวิกฤตไข้หวัดนกที่บริษัทมองเห็นเป็นโอกาสที่พัฒนาไปสู่ความยั่งยืนธุรกิจ โดยฟาร์มแม่ไก่อารมรณ์ดีถือเป็นธุรกิจที่คิดนอกกรอบ เพื่อความอยู่รอดในการทำธุรกิจแบบยั่งยืน
การตลาดแม่ไก่อารมรณ์ดี ประกอบด้วย 2ขั้น คือ 1.การดูแลแม่ไก่ ของอุดมชัยฟาร์ม ซึ่งมี5ส่วนครบวงจรตั้งแต่ โรงอาหารสัตว์ , ฟาร์มไก่พันธุ์ , โรงฟักลูกไก่, ฟาร์มไก่ไข่ และ ตลาด ที่เน้นการบรรจุภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือ
ขั้นที่ 2 คือ กฎทองประจำใจ คือ ความซื่อสัตย์ และรับผิดชอบกับตัวเอง และสังคม โดยอุดมชัยฟาร์ม ใช้สูตรสินค้าราคายุติธรรม ภายใต้สมการ “ต้นทุน+ค่าจัดการ+ค่าการตลาด” พร้อมทำตลาดผ่านทุกร้านค้าที่ห่วงใยสุขภาพ การตลาดยั่งยืนภายใต้ยุค “มาร์เก็ตติง 3.0” ดูเหมือนไม่ต่างจากการตลาดสีเขียว หรือ กรีนมาร์เก็ตติง มากนัก แต่สิ่งที่แฝงอยู่คือ ต้องเริ่มจากตัวเอง ลดการบริโภคทรัพยากรโลกอย่างฟุ่มเฟือย เพื่ออยู่กับโลกได้อย่างยั่งยืน







