
อนาคต‘ปตท.’
ยันไม่ตามซื้อหุ้นเพิ่มทุนสผ. ประเสริฐฝากงานซีอีโอใหม่
ยันไม่ตามซื้อหุ้นเพิ่มทุนสผ. ประเสริฐฝากงานซีอีโอใหม่
ปตท.อัพตัวเองเป็นบริษัทธุรกิจพลังงานเต็มรูปแบบ ปักธงใหญ่ติด 100 ของฟอร์จูน ลั่นหาก ปตท.สผ.เพิ่มทุนจะไม่ตามใช้สิทธิ
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า ปตท.วางนโยบายไว้ชัดเจนว่าในอนาคตธุรกิจจะต้องเติบโตจากนอกประเทศ ซึ่งปัจจุบันเครือ ปตท.ลงทุนและค้าขายอยู่ในต่างประเทศประมาณ 20 ประเทศ ต่อไปจะต้องเพิ่มเป็น 50 ประเทศ ซึ่งในแผนธุรกิจ 10 ปีข้างหน้า จะต้องมีรายได้ที่มาจากต่างประเทศ รวมถึงอัตรากำไรสุทธิด้วยถึง 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 20% เพื่อทำให้ ปตท.กลายเป็นผู้ค้าในตลาดโลกเต็มรูปแบบให้ได้
“นี่ถือเป็นภารกิจหลักของบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนถัดไปของ ปตท. เป้าหมายที่ปักธงไว้แล้วจะต้องเดินไปให้ถึง แม้ว่าระหว่างทางจะมีแรงกระเพื่อมบ้างก็ตาม โดย ปตท.จะต้องมีขนาดใหญ่ แข็งแกร่ง และยั่งยืนติด 1 ใน 100 ของฟอร์จูน ซึ่งคาดว่าเดือน มิ.ย.นี้ อันดับจะขึ้นมาจาก 155 เป็น 130 เทียบกับก่อนเกิดวิกฤตอยู่ที่ 118 ทั้งนี้เป้าหมายที่กำหนดไว้นอกจากบริษัทต้องทำไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้แล้ว ก็ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนด้วยเช่นกัน แต่รัฐบาลก็จะต้องไม่ละเลยธุรกิจขนาดกลางด้วย” นายประเสริฐ กล่าว
นอกจากนี้ ปตท.ก็มีเป้าหมายชัดเจนว่าอนาคตจะทำธุรกิจด้านพลังงานเต็มรูปแบบ จากปัจจุบันที่เน้นน้ำมัน ก๊าซ และปิโตรเคมี โดยจะมุ่งไปในธุรกิจถ่านหินและธุรกิจโรงไฟฟ้าด้วย เช่น การร่วมลงทุนกับพันธมิตร ลงทุนธุรกิจไฟฟ้าที่ลาว พม่า และที่เวียดนามก็สนใจ
นายประเสริฐ กล่าวว่า ปตท.ได้ศึกษาเพื่อควบรวมกิจการไฟฟ้าที่กระจายมากรวมเข้าด้วยกันมาร่วม 6 เดือนแล้ว ซึ่งก็จะเป็นธุรกิจอีกแขนงหนึ่งที่ ปตท.จะให้ความสำคัญ และใช้บริษัทใหม่ในการขยายการลงทุนออกไปต่างประเทศ และก็จะนำเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย แต่ยืนยันได้ว่าจะไม่ทำธุรกิจไฟฟ้าแข่งกับผู้ค้าของบริษัทอย่างแน่นอน ในอนาคต ปตท.มีแผนที่จะนำบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาหลายแห่งสำหรับการไปลงทุนในต่างประเทศ หากมีความพร้อมก็จะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกัน หลังเห็นผลจากการนำ ปตท.เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาประมาณ 10 ปี สามารถทำให้บริษัทเติบใหญ่และแข็งแกร่งได้ ขณะเดียวกันยังมองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งการทำธุรกิจนั้นจะยึดหลักการที่ชัดเจนว่า 1.ขนาดต้องใหญ่ 2.มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ และ 3.ทุกธุรกิจเมื่อทำแล้วจะต้องติดอยู่ในท็อปเทน หรือจะต้องเป็น 1 ใน 25 อันดับแรกให้ได้
นายประเสริฐ กล่าวถึงกรณีที่อนาคตบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) อาจมีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนหากสามารถหาแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ได้ และเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน 10 ปีข้างหน้า จะมีกำลังการผลิตที่ 9 แสนบาร์เรลต่อวัน ว่า ในส่วนของ ปตท.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 65% คงไม่ซื้อหุ้นตามสิทธิ และยอมที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลง เพราะคิดว่าจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า สมมติว่า ปตท.สผ.เพิ่มทุนประมาณ 10% จากทุนปัจจุบัน ก็จะได้รับเงิน 56 หมื่นล้านบาทเข้ามานำไปขยายการลงทุนต่อ ทำให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่ง และช่วยเพิ่มสภาพคล่องหุ้นในตลาดด้วย แม้ว่าสัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท.จะลดลง ก็ยังคงถือหุ้นใหญ่อยู่ และยังคงให้ ปตท.สผ.เป็นหัวหอกในการลุยธุรกิจในต่างประเทศต่อไป







