
สินเชื่อช่วยใต้เคว้งแบงก์รัฐขอเงินหนุน
ธนาคารรัฐเบรกสินเชื่อช่วยภาคใต้ หลังคลังไร้ข้อสรุปชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย และแยกบัญชีสุดท้ายรอ ครม.ชี้ขาด
ธนาคารรัฐเบรกสินเชื่อช่วยภาคใต้ หลังคลังไร้ข้อสรุปชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย และแยกบัญชีสุดท้ายรอ ครม.ชี้ขาด
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ขณะนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือธนาคารรัฐยังไม่สามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม เนื่องจากที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแค่หลักการ แต่ยังไม่เห็นชอบในรายละเอียดในแต่ละมาตรการที่ธนาคารรัฐเสนอไป เช่น เรื่องของการขอส่วนต่างดอกเบี้ยชดเชย กรณีที่ธนาคารรัฐลดดอกเบี้ยพิเศษให้กับผู้ประสบภัย รวมถึงกรณีที่เสนอขอแยกเป็นบัญชีพิเศษกรณีที่ปล่อยกู้แล้วเป็นหนี้เสียเกิดขึ้น ต้องรอข้อสรุปของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังอีกครั้ง
นอกจากนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการที่ธนาคารแต่ละแห่งเสนอมาว่า ว่ามีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ซึ่งยังไม่สามารถหาข้อสรุป โดยจะต้องกลับเข้า ครม. อีกครั้ง
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยอมรับว่า ขณะนี้ยังไม่ปล่อยสินเชื่อตามมาตรการบรรเทาผลกระทบ เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นช่วงที่ผู้ได้รับผลกระทบกำลังจัดการกับเรื่องความเสียหายของบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ส่วนภาคการเกษตรยังต้องรอให้ถึงฤดูกาลรอฟ้าฝนก่อน เพราะตอนนี้ถือว่าเลยช่วงฤดูกาลผลิตไปแล้ว หากปล่อยสินเชื่อไปก็อาจไม่ได้ใช้ตามวัตถุประสงค์
ทั้งนี้ ธ.ก.ส.ได้เดินหน้ามาตรการบรรเทาผลกระทบตามมติ ครม. ในเรื่องการผ่อนปรน เรื่อง การยืดระยะเวลาการชำระหนี้ 3 ปี และงดคิดดอกเบี้ย 3 ปี ตั้งแต่ปีบัญชี 25542556 ไปก่อน
ขณะที่นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้เสนอกระทรวงการคลังเพื่อนำเสนอต่อ ครม. เพื่ออนุมัติโครงการเงินช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ที่รับผลกระทบจากอุทกภัยและวาตภัย ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้อีก 1,500 ล้านบาท
โดยขณะนี้มีลูกค้าเอสเอ็มอีภาคใต้ได้ยื่นจำนงขอสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ และซ่อมแซมบ้านเรือนหลังจากน้ำลดแล้ว 300 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังไม่อนุมัติวงเงินกู้ให้ธนาคารจะขอคิดอัตรากำไรจากลูกค้าเดือนละ 1% หรือปีละ 12% ซึ่งหลังจากรัฐบาลอนุมัติเงินกู้เพื่อช่วยเหลือธนาคารจะคิดอัตรากำไรตามเงื่อนไขเดิมคือ 0.5% ต่อเดือน หรือ 6% ต่อไป
ขณะเดียวกันขอให้รัฐยกเว้นการตั้งสำรองหนี้ในส่วนที่เข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนเงินกู้กับธุรกิจที่ประสบภัยจากน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะทำให้ธนาคารสามารถลดภาระการตั้งสำรองหนี้
สำหรับโครงการสินเชื่อผู้ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ที่รับผลกระทบจากอุทกภัยและวาตภัย ประกอบด้วย สินเชื่อที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูอาชีพอิสระรายย่อยจากภัยธรรมชาติ และวงเงินทุนหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูอาชีพอิสระรายย่อยจากภัยธรรมชาติ ซึ่งผู้ประสบภัยสามารถขอสินเชื่อได้ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท ต่อราย คิดอัตรากำไร 0.5% ต่อเดือน หรือ 6% ต่อปี โดยไม่ต้องใช้หลักประกันในการขอสินเชื่อ ระยะเวลาผ่อนชำระ
สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูอาชีพอิสระรายย่อยจากภัยธรรมชาติสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ส่วนวงเงินทุนหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูอาชีพอิสระรายย่อยจากภัยธรรมชาติ จะมีระยะเวลาการผ่อนชำระตามความจำเป็นและความเหมาะสม
ดังนั้น ช่วงที่เกิดน้ำท่วมในปลายปี 2553 ธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อไปหมดแล้ว 500 ล้านบาท
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ต้องการให้ ครม.ออกมาตรการเดิมที่เคยช่วยในปี 2553







