posttoday
'โอเรียนทัล อายส์' ทำหนังไม่เป็นแต่ติดอาวุธเป็น

'โอเรียนทัล อายส์' ทำหนังไม่เป็นแต่ติดอาวุธเป็น

05 กุมภาพันธ์ 2553

เบ็ญจวรรณ  รัตนวิจิตร 

เบ็ญจวรรณ  รัตนวิจิตร 

“ใครมีเงินก็อยากทำหนัง ลงทุน 20 ล้านหรือ 100 ล้าน ก็ได้หนังเรื่องหนึ่ง แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ไม่รู้ แต่ที่ได้แน่ๆ คือชื่อเรื่อง คนถึงอยากเข้ามาทำ” นี่คือคำพูดของ สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ หรือที่เรารู้จักกันในนามของเสี่ยเจียง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อของวงการภาพยนตร์ไทย

เสี่ยเจียงเพิ่งให้ความเห็นดังกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ หลังเกิดปรากฏการณ์หนังรักเรื่องหนึ่งที่ลงทุนไม่มากมายนัก แต่สามารถทำรายได้มากกว่า 100 ล้านบาท ประกอบกับปัจจุบันดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกำลังกลับมาบูมอีกครั้ง จากการเข้ามาของผู้ลงทุนรายใหม่ๆ ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคก็หันมาตอบรับกับภาพยนตร์ไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้จึงอยากแนะนำบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ไทยรายใหม่ที่โดดเข้ามาในวงการ แต่ภาพยนตร์สามารถสร้างกระแสการตอบรับที่ดี เพราะหนึ่งในนักแสดงนำนั้น คือ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี กับภาพยนตร์คุณภาพเรื่องแรก “หนึ่งใจเดียวกัน” ของบริษัท โอเรียนทัล อายส์

วัชรินทร์ สุทธิประภา กรรมการผู้จัดการและผู้บริหารงานสร้าง บริษัท โอเรียนทัล อายส์ กล่าวว่า การเข้ามาสู่ธุรกิจภาพยนตร์ของบริษัท เริ่มจากการถวายงานให้กับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ในรายการโทรทัศน์ปริ๊นเซส ไดอารี่ และนำเรี่องราวต่างๆ ที่ได้จากการถวายงานมาพัฒนาต่อยอดเป็นบทภาพยนตร์ นำไปสู่การสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกหนึ่งใจเดียวกัน

“ผมชอบดูหนังแต่ทำไม่เป็น จึงต้องหาคนเข้ามาทำ ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้ เราช่วยในเรื่องของมุมมองด้านการตลาด ความเชี่ยวชาญที่เรามี ทำร่วมกับทีมงาน” วัชรินทร์ กล่าว

สำหรับมุมมองต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปีนี้ วัชรินทร์ เห็นว่า ตลาดในประเทศเริ่มมีที่ว่างมากขึ้น จากพฤติกรรมของผู้ชมที่หันมาบริโภคหนังไทยเพิ่มขึ้น ปัจจุบันรายได้ของหนังไทยคิดเป็นสัดส่วนราว 3040% และมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก หากภาพยนตร์ไทยยังคงรักษาคุณภาพและมาตรฐานที่ดี เป็นโอกาสให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกลับมาบูมอีกครั้งเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน

ทั้งนี้ แนวทางการทำธุรกิจภาพยนตร์ของโอเรียนทัล อายส์ คือการติดอาวุธให้ครบ เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง จึงต้องหาพันธมิตรที่เข้ามาช่วยส่งเสริมธุรกิจ เช่น ในแง่การจัดจำหน่ายในประเทศ ได้มอบลิขสิทธิ์ให้บริษัท โคลัมเบีย ไทรสตาร์ บัวนา วิสต้า เป็นผู้จัดจำหน่าย ขณะที่ตลาดต่างประเทศได้มอบลิขสิทธิ์ให้บริษัท มีเดีย เอเชีย ฮ่องกง เป็นผู้ดำเนินการ

“การทำภาพยนตร์ของเราใช้มุมมองจากภายนอกเข้ามาสู่ภายใน หรือ Out side in เพราะเราให้ความสำคัญกับตลาดในและต่างประเทศควบคู่กันไป ภาพยนตร์ที่สร้างต้องมีกลิ่นอายและเอกลักษณ์ความเป็นไทย ขณะที่มีโอกาสไปขายในต่างประเทศได้ด้วย” วัชรินทร์ กล่าว

ด้วยแนวคิดหลักดังกล่าว วิธีการทำงานของโอเรียนทัล อายส์ จึงผสมผสานและปรุงแต่ง ปรับมาตรฐานให้สอดรับกับความต้องการของตลาดสากล เช่น เพิ่มนักแสดงชาวฮ่องกง “ชอน หยู” ในภาพยนตร์เรื่อง “My Best Bodygard” นำแสดงโดย ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ที่จะเข้าฉายในปีนี้ รวมถึงใช้ทีมงานผู้ออกแบบฉากแอ็กชันจากภาพยนตร์เรื่อง “คิล บิล” เข้ามาช่วยเพิ่มรสชาติให้ได้มาตรฐานสากล

สำหรับปีนี้ โอเรียนทัล อายส์ มีแผนจะสร้างภาพยนตร์ 34 เรื่อง โดยเข้าฉายในปีนี้ 2 เรื่อง คือ 9 วัดและมาย เบสท์ บอดี้การ์ด โดยใช้เงินลงทุนราว 200 ล้านบาท รวมถึงมีแผนจะร่วมผลิตกับผู้สร้างภาพยนตร์ในต่างประเทศด้วย ซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาพยนตร์ในการบุกตลาดต่างประเทศอีกช่องทางหนึ่ง

“การเป็นค่ายใหม่ต้องทำการบ้านหนัก ที่สำคัญต้องติดอาวุธให้ครบ ไม่ใช่แค่ทีมงานผู้กำกับ ผู้สร้างเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเรื่องการตลาด การจัดจำหน่าย ช่องทางการขาย เข้ามาเป็นตัวเชื่อมให้หนังประสบความสำเร็จได้” วัชรินทร์ กล่าว และนี่คือแนวทางของโอเรียนทัล อายส์ ที่จะบุกตลาดภาพยนตร์ไทยจากนี้ไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท