
สารพัดขวากหนามขวางกมทช.เกิดกลุ่มทุนป้องขุมทรัพย์แสนล้าน
นับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปสื่อ โดยการกำหนดให้มีองค์กรอิสระขึ้นมาจัดสรรและกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม แต่ปรากฏว่า 10 ปีที่ผ่านมา องค์กรอิสระนี้ยังไม่เกิด
มีเพียงคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกทช. ที่เกิดขึ้นตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2543 แต่อำนาจยังไม่สมบูรณ์อย่างแท้จริง จนถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ให้ยุบรวม 2 องค์กรเป็นองค์กรเดียว จนเป็นที่มาของการแก้ไขพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ใหม่ ที่เปรียบเสมือนการรื้อไพ่ใหม่หมด เพื่ออุดช่องว่างของปัญหา ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นกับกทช.
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาการทำหน้าที่ของกทช. มีข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงการทำหน้าที่อย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ทำให้นโยบายบางเรื่องไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เช่น เรื่องการออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ดังนั้น การทำกฎหมายฉบับใหม่นี้ จึงต้องการอุดช่องว่างและแก้ไขจุดอ่อนของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2543 และรัฐบาลนี้มีนโยบายชัดเจนที่จะเร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าไม่เกินกลางปี 2554 ก็น่าจะประกาศใช้
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญของกฎหมายมีหลายเรื่อง ช่น วิธีการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมี 2 วิธีการ คือ คัดเลือกกันเอง และให้มีกรรมการสรรหา ที่แต่งตั้งโดยวุฒิสภา นอกจากนี้จะมีมาตรการป้องกันกรณีหากมีการฟ้องร้อง จะไม่เป็นเหตุให้กระบวนการสรรหาต้องยุติ และมีกำหนดเวลาชัดเจนว่าต้องสรรหาให้ได้ภายใน 180 วัน
นอกจากนี้ มีข้อกำหนดเรื่องธรรมาภิบาลไว้ชัดเจนในกฎหมาย เช่น มีคณะกรรมการประเมินผล ตรวจสอบการทำงานของกสทช. ซึ่งแต่งตั้งโดยวุฒิสภาเพื่อเปิดช่องทางให้มีการถอดถอนได้เป็นรายบุคคล กรณีเห็นว่าการบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ และมีคณะกรรมการดูแลเรื่องการบริหารเงินกองทุนพัฒนากิจการสื่อ เป็นต้น
ยิ่งกว่านั้น กฎหมายใหม่จะกำกับการใช้อำนาจค่อนข้างรัดกุม เช่น กำหนดวิธีการประมูลสำหรับกิจการโทรคมนาคมและกิจการวิทยุ โทรทัศน์ เฉพาะในเชิงพาณิชย์ กำหนดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงสุด 2% เพราะที่ผ่านมา กทช.เป็นผู้กำหนดอัตราต่างๆ เอง
รวมทั้งกำหนดให้มีการจัดทำแผนแม่บทที่สอดคล้องกับนโยบายของฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) และให้ถือเป็นกฎ ตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง ที่ประชาชนฟ้องศาลปกครองได้หากเห็นว่าไม่เป็นธรรม
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การจัดทำพ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่นี้ เป็นการเปลี่ยนทัศนคติโดยสิ้นเชิงจากการจัดทำกฎหมายฉบับปี 2543 ที่องค์กรอิสระแห่งนี้ ไม่สามารถเป็นอิสระจากหน่วยงานอื่นๆ ได้ ยังคงต้องเชื่อมโยงกับรัฐสภา ซึ่งยอมรับว่าต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี แต่โจทย์คือทำอย่างไรให้องค์กรอิสระแห่งนี้ ไม่ถูกปู้ยี่ปู้ยำโดยฝ่ายการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ นี่คือจุดสำคัญ
ส่วนกรณีโครงสร้างขององค์กรกสทช. ตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่ ได้กำหนดสัดส่วนไว้ชัดเจนว่า กสทช. จำนวน 11 คน ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคม 2 คน วิทยุ 1 คน โทรทัศน์ 1 คน กฎหมาย 2 คน เศรษฐศาสตร์ 2 คน คุ้มครองผู้บริโภค 2 คน และวัฒนธรรม 1 คน ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับองค์กรอิสระในต่างประเทศ เพราะองค์กรนี้ต้องเป็นองค์กรผู้เชี่ยวชาญ ไม่สามารถกำหนดแบบเปิดกว้างเหมือนเดิมได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นโครงสร้างองค์กรยังมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย และเชื่อว่าจะมีการต่อสู้กันอีกครั้ง โดย จำนรรค์ ศิริตัน นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ กล่าวว่า สมาพันธ์ได้ทำหนังสือคัดค้านและเสนอให้คณะกรรมการกสทช. มีจำนวน 15 คน โดยให้เพิ่มในส่วนของตัวแทนฝ่าย วิทยุ โทรทัศน์และฝ่ายความมั่นคงเข้าไปด้วย
“
ไปตัดฝ่ายความมั่นคงออกไปได้อย่างไร เพราะกิจการวิทยุ โทรทัศน์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง” จำนรรค์ กล่าวนอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตที่ให้ผู้สมัครเป็นกสทช. ต้องลาออกจากหน่วยงานเดิมเป็นระยะเวลา 1 ปี จึงจะสมัครได้ ถือเป็นการตัดสิทธิ ซึ่งข้อนี้ทางสมาพันธ์ไม่เห็นด้วยอย่างมาก และต้องคัดค้านต่อไป
ขณะที่ ธัช บุษฎีกานต์ ผู้อำนวยการด้านกฎหมายโทรคมนาคมและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎข้อบังคับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เห็นว่าการกำหนดบังคับตายตัวให้ใช้วิธีการประมูลสำหรับกิจการโทรคมนาคม ไม่เป็นผลดี เพราะแนวโน้มทั่วโลกใช้วิธีอื่นมากกว่าการประมูล และการประมูลจะทำให้อุตสาหกรรมอ่อนแอลง รวมถึงภาระต่างๆ ของผู้ประกอบการจะถูกผลักมาสู่ประชาชน ผู้บริโภค
“
ผู้ร่างกฎหมายควรคำนึงหลายด้าน สิ่งสำคัญ คือการลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ เปิดโอกาสให้แข่งขันอย่างเสรี จะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค” ธัช กล่าวแม้ผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมต้องการให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระโดยเร็ว เพื่อให้บริการต่างๆ เดินหน้าต่อไปได้ แต่โดยกระบวนการตามร่างกฎหมาย อาจทำให้กระบวนจัดตั้งกสทช. ยิ่งล่าช้าออกไป เพราะมีความซับซ้อนยิ่งกว่ากฎหมายฉบับเดิม
ขณะที่ ว่าที่กทช. อย่าง รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การออกกฎหมายเพื่อควบคุม กำหนดและวางกรอบมากเกินไปไม่เป็นผลดี ควรใช้วิธีกำกับ ส่งเสริมอย่างสร้างสรรค์จะเป็นประโยชน์มากกว่า ทุกวันนี้แม้จะยังไม่ได้ดำเนินการปฏิรูปตามกฎหมาย แต่ก็ปฏิรูปตัวเองอยู่แล้ว ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยี
“
องค์กรอิสระต้องทำหน้าที่เหมือนกรรมการห้ามมวย ดูอย่างยุติธรรม แต่ไม่ได้มีอำนาจสั่งให้ใครชกซ้าย ชกขวา หรือไปชกเสียเอง” รศ.ดร.พนา กล่าวนี่เป็นเพียงเสียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนออกมาหลังจากเห็นร่างใหม่ของกสทช. องค์กรผู้กุมผลประโยชน์มูลค่าหลายแสนล้านบาทในกิจการโทรคมนาคมและวิทยุ โทรทัศน์ หากการจัดสรร กำกับดูแลไม่เสรีเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โอกาสจะเห็นองค์กรแห่งนี้ คงใช้เวลาอีกนาน เหมือนที่รอคอยมาแล้วกว่า 10 ปี







