
ปัจจัยลบกดดัชนีอุตฯลด2เดือนติด
ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตฯเดือนมี.ค.ลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 อยู่ที่ระดับ 102.3 จาก 108.2 ในเดือนก.พ. หลังปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งอุกภัยใต้-แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น
ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตฯเดือนมี.ค.ลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 อยู่ที่ระดับ 102.3 จาก 108.2 ในเดือนก.พ. หลังปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งอุกภัยใต้-แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนมี.ค. 2554 พบว่า ค่าดัชนีฯ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 102.3 จากระดับ 108.2 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ สร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมถึงภาคการค้าและการท่องเที่ยวด้วย การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ผลกระทบจากปัญหาตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ปัญหาแผ่นดินไหวและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการด้วย
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 108.0 ปรับตัวลดลงจาดระดับ 118.1 ในเดือนก.พ. เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดว่ายอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการจะปรับตัวลดลง
ด้านกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีค่าดัชนีปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่ามีทั้งหมด 13 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่มีค่าดัชนีในระดับเท่ากับ 100 มี 1 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอุตสาหกรรม พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ มีความกังวลในประเด็นผลกระทบจากราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมา คือ สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สถานการณ์ทางการเมือง และอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับข้อเสนอของผู้ประกอบการต่อภาครัฐ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่า รัฐบาลควรสร้างเสถียรภาพด้านการเมือง และออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศอย่างจริงจัง อีกทั้งหาแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ และชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในภาคอุตสาหกรรม
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า แนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 2 ผู้ประกอบหวังว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งคงต้องจับตาดูสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการชะลอการผลิต เพื่อปรับฐานการผลิตชิ้นส่วนใหม่ ซึ่งเป็นผลจากปัญหาแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น
ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการในประเทศก็เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากนโยบายของรัฐที่เตรียมจะผลักภาระค่าไฟฟ้ามายังภาคอุตสาหกรรม เพื่ออุ้มการใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วย อัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรึงราคาสินค้า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การปรับขึ้นราคาแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งในส่วนนี้ส่งผลให้ขีดความสามารถของไทยลดลง
“ผู้วางนโยบายต้องระวัง การตรึงราคาดีเซล ราคาสินค้า หรือแม้กระทั่งการให้ใช้ไฟฟ้าฟรี สุดท้ายต้นทุนเหล่านี้จะส่งผลต่อการผลิตของผู้ประกอบการ และสะท้อนกลับไปยังราคาสินค้า ซึ่งรัฐบาลควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด เพราะเมื่ออุ้มไว้นานๆ จะปล่อยขึ้นก็ยาก และเป็นภาระของรัฐบาล ที่จะต้องหาเงินมาอุ้ม แทนที่จะนำเงินไปพัฒนาประเทศในทางอื่น” นายพยุงศักดิ์ กล่าว







