
ธุรกิจไทยไปนอก...ฝันอีกไกลไปให้ถึง
หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายการลงทุนต่างประเทศโดยให้บริษัทและธุรกิจไทยออกไปลงทุนได้ไม่จำกัดวงเงินเหมือนเช่นที่ผ่านมา ผลของมาตรการนี้จะสนับสนุนให้ภาคธุรกิจหรือเอกชนคนไทยพร้อมจะไปลงทุนได้จริงๆ มากน้อยอย่างไรนั้น
ลองมาฟังความคิดเห็นจากทีมผู้บริหารของบริษัท ปตท. (PTT) ซึ่งถือเป็นกลุ่มบริษัทที่มีธงและประกาศนโยบายที่ชัดเจนว่าอนาคตต้องออกไปลงทุนต่างประเทศมากยิ่งขึ้น
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทย และบริษัทไทยไม่เก่งเรื่องการออกไปค้าขายกับต่างประเทศ และตอนนี้บริษัทไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศน้อยมาก จะมีกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ซึ่งไปลงทุนพวกเกษตรอาหารในเมืองจีน ส่วนปูนซิเมนต์ไทยเองอดีตเคยไปลงทุนต่างประเทศเมื่อ 20 ปีก่อนแต่ก็ชะลอไปช่วงหนึ่ง หลังเกิดวิกฤตก็กลับมาเริ่มใหม่
นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าเรื่องการลงทุนต่างประเทศนั้นประเทศที่เก่งมากคือเกาหลีและจีน โดยเฉพาะจีนที่รัฐบาลสนับสนุนทุกอย่างกับการออกไปลงทุนของซีนุกซ์ในธุรกิจต่างๆ และหากธุรกิจไหนดีก็จะนำเข้าตลาดหุ้น ซึ่งจะมีกำไรจากการขายหุ้นทันทีกว่า 30%
สำหรับกลุ่มปตท. หลังจากปรับปรุงโครงสร้างและการทำธุรกิจภายในจนครบวงจรทั้งหมด ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ และสร้างองค์กรที่มีความแข็งแกร่ง มีองค์ความรู้ มีประสบการณ์ทำธุรกิจพลังงานที่ครบวงจร ซึ่งขณะนี้กำลังเริ่มจะข้ามไปลงทุนต่างประเทศ
“
ต้องถือว่าเป็นจุดที่สังคมและรัฐบาลหรือคนไทยควรภูมิใจและสนับสนุน เพราะองค์กรปตท. เติบใหญ่ยิ่งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”ทั้งนี้ เพราะโลกการค้าข้างหน้าปล่อยฟรีเทรด ถ้าเราไม่มีองค์กรใหญ่ๆ หรือภาคเอกชนใหญ่ของไทยออกไปค้าขายเป็นโกลบอลเพลเยอร์ เราก็มีแต่รับไม่มีรุกไปได้ประโยชน์จากประเทศอื่นเขา มีแต่คนมาแสวงหาประโยชน์ในประเทศไทย
“
มันน่าภูมิใจนะ เพราะปตท. ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลไทย หรือกว่า 80% ถือหุ้นโดยคนไทย ซึ่งปตท. มีธุรกิจที่แข็งแกร่งพร้อมที่จะก้าวออกไปแข่งขันในตลาดโลก”นายประเสริฐ กล่าวว่า ทุกวันนี้ปตท. มีการรุกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ปัจจุบันได้ออกไปลงทุนแล้ว 20 ประเทศ และอนาคตยังคงแสวงหาการลงทุนในพลังงานตลอดเวลา ทั้งพลังงานอื่นๆ ที่นอกเหนือจากสิ่งที่ปตท. มีอยู่แล้ว เช่นล่าสุดการออกไปซื้อบริษัทที่เป็นเจ้าของเหมืองถ่านหิน จากบริษัทออสเตรเลีย และมองว่าใน 12 ปีข้างหน้ากำลังผลิตถ่านหินของกลุ่ม PTT จะก้าวขึ้นมาอยู่ที่ 20 ล้านตัน ซึ่งจะใกล้เคียงกับบริษัท บ้านปู จากปัจจุบันอยู่ที่ 10 ล้านตัน และอนาคตก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านตัน เพราะเล็งเห็นว่าการกระจายไปสู่พลังงานอื่นๆ นอกเหนือจากก๊าซ
–น้ำมัน เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงมีความสนใจที่จะไปซื้อแหล่ง LNG ในต่างประเทศ เพราะเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับประเทศไทยนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. ยอมรับว่า อนาคตงบลงทุนรวมของปตท. นั้นในส่วนของลงทุนต่างประเทศจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันในแผน 5 ปี จะอยู่ที่ 2030% ของวงเงินลงทุนรวม 2.4 แสนล้านบาท และอนาคตจะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 50% ซึ่งทุกวันนี้จะเห็นชัดเจนแล้วในส่วนของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ที่มีงบลงทุนต่างประเทศในสัดส่วน 50% ของงบลงทุนรวม
“
ยอมรับว่าการออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม ปีก่อนเป็นจังหวะเศรษฐกิจลงมาทั่วโลก ตอนนั้นราคาทรัพย์สินลงมาเป็นจังหวะหรือมีช่องให้เกิดการซื้อขายกิจการได้ดี ซึ่งตอนนี้เราก็พยายามหาอยู่แต่เป็นธุรกิจที่เอื้อกับธุรกิจหลักและต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ ซึ่งเราก็ดูอยู่หลายๆ ธุรกิจ”นายเทวินทร์ กล่าวว่า การออกไปต่างประเทศทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องลำบาก เพราะการที่ปตท. เป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดหุ้นไทยเป็นใบเบิกทางที่ดี ทุกคนจะรู้จักและเชื่อว่าเรามีมาตรฐานที่ดี นอกจากนี้บริษัทยังมีอันดับเครดิตที่ดี โดยในส่วนของเครดิตตราสารทางการเงินนั้น ทางมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ให้เครดิตปตท. สูงกว่าประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้การออกไปลงทุนเมืองนอกของบริษัทเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายใหญ่ของปตท. ที่หวังไว้ว่า 50% ของรายได้ทั้งหมดจะมาจากกิจการต่างประเทศนั้น
“ประเสริฐ” ยอมรับว่ายังต้องใช้เวลาและอาจจะเห็นในยุคหลังจากเขาเดินออกจากปตท.ไปแล้ว!!!






