posttoday
ธุรกิจไทยไปนอก...ฝันอีกไกลไปให้ถึง

ธุรกิจไทยไปนอก...ฝันอีกไกลไปให้ถึง

05 กุมภาพันธ์ 2553

หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายการลงทุนต่างประเทศโดยให้บริษัทและธุรกิจไทยออกไปลงทุนได้ไม่จำกัดวงเงินเหมือนเช่นที่ผ่านมา ผลของมาตรการนี้จะสนับสนุนให้ภาคธุรกิจหรือเอกชนคนไทยพร้อมจะไปลงทุนได้จริงๆ มากน้อยอย่างไรนั้น

ลองมาฟังความคิดเห็นจากทีมผู้บริหารของบริษัท ปตท. (PTT) ซึ่งถือเป็นกลุ่มบริษัทที่มีธงและประกาศนโยบายที่ชัดเจนว่าอนาคตต้องออกไปลงทุนต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทย และบริษัทไทยไม่เก่งเรื่องการออกไปค้าขายกับต่างประเทศ และตอนนี้บริษัทไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศน้อยมาก จะมีกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ซึ่งไปลงทุนพวกเกษตรอาหารในเมืองจีน ส่วนปูนซิเมนต์ไทยเองอดีตเคยไปลงทุนต่างประเทศเมื่อ 20 ปีก่อนแต่ก็ชะลอไปช่วงหนึ่ง หลังเกิดวิกฤตก็กลับมาเริ่มใหม่

นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าเรื่องการลงทุนต่างประเทศนั้นประเทศที่เก่งมากคือเกาหลีและจีน โดยเฉพาะจีนที่รัฐบาลสนับสนุนทุกอย่างกับการออกไปลงทุนของซีนุกซ์ในธุรกิจต่างๆ และหากธุรกิจไหนดีก็จะนำเข้าตลาดหุ้น ซึ่งจะมีกำไรจากการขายหุ้นทันทีกว่า 30%

สำหรับกลุ่มปตท. หลังจากปรับปรุงโครงสร้างและการทำธุรกิจภายในจนครบวงจรทั้งหมด ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ และสร้างองค์กรที่มีความแข็งแกร่ง มีองค์ความรู้ มีประสบการณ์ทำธุรกิจพลังงานที่ครบวงจร ซึ่งขณะนี้กำลังเริ่มจะข้ามไปลงทุนต่างประเทศ

“ต้องถือว่าเป็นจุดที่สังคมและรัฐบาลหรือคนไทยควรภูมิใจและสนับสนุน เพราะองค์กรปตท. เติบใหญ่ยิ่งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”

ทั้งนี้ เพราะโลกการค้าข้างหน้าปล่อยฟรีเทรด ถ้าเราไม่มีองค์กรใหญ่ๆ หรือภาคเอกชนใหญ่ของไทยออกไปค้าขายเป็นโกลบอลเพลเยอร์ เราก็มีแต่รับไม่มีรุกไปได้ประโยชน์จากประเทศอื่นเขา มีแต่คนมาแสวงหาประโยชน์ในประเทศไทย

“มันน่าภูมิใจนะ เพราะปตท. ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลไทย หรือกว่า 80% ถือหุ้นโดยคนไทย ซึ่งปตท. มีธุรกิจที่แข็งแกร่งพร้อมที่จะก้าวออกไปแข่งขันในตลาดโลก”

นายประเสริฐ กล่าวว่า ทุกวันนี้ปตท. มีการรุกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ปัจจุบันได้ออกไปลงทุนแล้ว 20 ประเทศ และอนาคตยังคงแสวงหาการลงทุนในพลังงานตลอดเวลา ทั้งพลังงานอื่นๆ ที่นอกเหนือจากสิ่งที่ปตท. มีอยู่แล้ว เช่นล่าสุดการออกไปซื้อบริษัทที่เป็นเจ้าของเหมืองถ่านหิน จากบริษัทออสเตรเลีย และมองว่าใน 12 ปีข้างหน้ากำลังผลิตถ่านหินของกลุ่ม PTT จะก้าวขึ้นมาอยู่ที่ 20 ล้านตัน ซึ่งจะใกล้เคียงกับบริษัท บ้านปู จากปัจจุบันอยู่ที่ 10 ล้านตัน และอนาคตก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านตัน เพราะเล็งเห็นว่าการกระจายไปสู่พลังงานอื่นๆ นอกเหนือจากก๊าซ–น้ำมัน เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงมีความสนใจที่จะไปซื้อแหล่ง LNG ในต่างประเทศ เพราะเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับประเทศไทย

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. ยอมรับว่า อนาคตงบลงทุนรวมของปตท. นั้นในส่วนของลงทุนต่างประเทศจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันในแผน 5 ปี จะอยู่ที่ 2030% ของวงเงินลงทุนรวม 2.4 แสนล้านบาท และอนาคตจะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 50% ซึ่งทุกวันนี้จะเห็นชัดเจนแล้วในส่วนของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ที่มีงบลงทุนต่างประเทศในสัดส่วน 50% ของงบลงทุนรวม

“ยอมรับว่าการออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม ปีก่อนเป็นจังหวะเศรษฐกิจลงมาทั่วโลก ตอนนั้นราคาทรัพย์สินลงมาเป็นจังหวะหรือมีช่องให้เกิดการซื้อขายกิจการได้ดี ซึ่งตอนนี้เราก็พยายามหาอยู่แต่เป็นธุรกิจที่เอื้อกับธุรกิจหลักและต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ ซึ่งเราก็ดูอยู่หลายๆ ธุรกิจ”

นายเทวินทร์ กล่าวว่า การออกไปต่างประเทศทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องลำบาก เพราะการที่ปตท. เป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดหุ้นไทยเป็นใบเบิกทางที่ดี ทุกคนจะรู้จักและเชื่อว่าเรามีมาตรฐานที่ดี นอกจากนี้บริษัทยังมีอันดับเครดิตที่ดี โดยในส่วนของเครดิตตราสารทางการเงินนั้น ทางมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ให้เครดิตปตท. สูงกว่าประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้การออกไปลงทุนเมืองนอกของบริษัทเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายใหญ่ของปตท. ที่หวังไว้ว่า 50% ของรายได้ทั้งหมดจะมาจากกิจการต่างประเทศนั้น “ประเสริฐ” ยอมรับว่ายังต้องใช้เวลาและอาจจะเห็นในยุคหลังจากเขาเดินออกจากปตท.ไปแล้ว!!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท