
เกาะขอบแฟชั่น ปั้นแบรนด์ไทยสู่เวที่โลก
จากความพยายามของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์
จากความพยายามของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์
ที่ดำเนินนโยบายอย่างจริงจังไม่ต่ำกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ในการสนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยให้ก้าวไกลไปสร้างชื่อในตลาดต่างประเทศ และต้องเป็นได้มากกว่ามือปืนรับจ้างผลิตสินค้าหรือ “โออีเอ็ม” ให้กับเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูจากต่างประเทศอย่างที่ผ่านมา
จวบถึงขณะนี้ปัจจุบัน การผลักดันนโยบายด้านต่างๆ เริ่มเห็นเค้าลางแห่งความเป็นไปได้ จากปัจจุบันที่ผู้ประกอบการเครื่องแต่งกายไทย เริ่มลดสัดส่วน โออีเอ็ม และหันไปเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ผ่านการสร้างตราสินค้าหรือ “แบรนด์” ที่เป็นของตัวเองมากขึ้น
ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออก กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าในปัจจุบัน นักออกแบบเครื่องแต่งกายไทย หรือ ผู้ประกอบการ เจ้าของแฟชัน “แบรนด์ไทย” ยังมีจุดอ่อนด้าน ความรู้ธุรกิจและการตลาด รวมทั้งความรู้พื้นฐานอุตสาหกรรมแฟชันที่ยังมีน้อย แม้ว่าบ้านเราจะมีแฟชันดีไซเนอร์ เป็นจำนวนมากก็ตาม
ขณะที่ ตลาดแฟชั่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เห็นได้จากนักออกแบบหน้าใหม่ๆ เริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้น โดยเฉพาะนักออกแบบจากประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมหรือตลาดแฟชั่นนั้นยังมีอนาคต ซึ่งกรมฯ จะต้องวางนโยบายผลักดันนักออกแบบไทยให้มีความพร้อมทางด้านธุรกิจและการทำตลาดไปพร้อมกัน ด้วยถือเป็นหัวใจของการส่งออก
นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทย หรือ ดีไซนเนอร์ไทย ยังต้องติดตามกระแส หรือ เทรนด์ในการสร้างตราผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน เนื่องจากวงการแฟชันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากช่วงที่ผ่านมายังพบว่า มีแบรนด์เนมแฟชันหลายแบรนด์ได้ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ หรือ “ลุคส์” ของตัวเองเพื่อให้มีความร่วมสมัยด้วยเช่นกัน เช่น หลุนส์ วิตตอง ที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น
“แนวโน้มแฟชั่นในอีก 5 ปีข้างหน้า อาจจะเป็นกระแสดีไซเนอร์จีนก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งนักออกแบบไทยต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง” ม.ล.คฑาทอง กล่าว
ขณะเดียวกันในปัจจุบันยังพบว่า ความเป็นแฟชันแบรนด์ นั้นมีความหมายที่กว้างขึ้นไปอีก คือ เป็นได้ทั้งไลฟ์สไตล์ และ การมีส่วนร่วมรับผิดชอบสังคม หรือ ซีเอสอาร์ ที่เจ้าของแบรนด์ ต้องการสร้างให้แบรนด์เป็นมากกว่าแฟชันไปแล้ว หรือ แม้แต่ แบรนด์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ อีโค แบรนด ก็เป็นไปแล้วในปัจจุบัน จากการที่เจ้าของสินค้าหรือนักออกแบบ มีความพิถีพิถันในการเลือกวัสดุในการผลิต ตัดเย็บ มากขึ้น เป็นต้น
ทั้งนี้ หากศึกษาแบรนด์แฟชั่นในตลาดต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ จะพบว่า ไม่ใช่บังเอิญ แต่มีการวางแผนมาเป็นอย่างดีทุกขั้นตอน โดยแบรนด์ต้องรู้จักวางจุดแข็งและแผนการตลาดอย่างครบวงจร
ส่วนแบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับว่า นอกจากฝีมือแล้วก็ยังมีเรื่อง ของจังหวะดี บวกกับโชค เข้ามาเสริมนอกเหนือจากพื้นฐานของนักออกแบบทั่วไป ที่มีความเป็นศิลปิน หรือ อาร์ตทิส ที่มีความสร้างสรรค์ในตัวอยู่แล้ว
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมส่งออกสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มและแฟชั่นไทยในปี 2554 คาดมีอัตราการเติบโตคงที่ 0% จากปัจจัยภายนอกประเทศ อาทิ ภัยธรรมชาติในหลายประเทศ รวมทั้งปัญหาความไม่สงบในประเทศตะวันออกกลาง เป็นต้น จากปีที่ผ่านมาอุตฯ ดังกล่าวมีมูลค่ารวมกว่า 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา เติบโต 88.5% โดยมีตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเยอรมนี
สำหรับเจ้าของเสื้อผ้าแบรนด์ไทย หรือ ดีไซเนอร์ไทย ที่ประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งใช้ชื่อแบรนด์ไทยๆ อย่าง “โอ้ละหนอOlanor” ภายใต้ฝีมือการออกแบบและตัดเย็บของ ทเนศ บุญประสาน ดีไซเนอร์หนุ่มไฟแรง ที่ลุกขึ้นมาเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง กล่าวว่า อยู่ในวงการนักออกแบบแฟชั่นมานานกว่า 10 ปี โดยมีจุดแข็งของแบรนด์ คือ การไม่ “ก๊อบปี้” สินค้า เน้นรูปแบบงานประดิดประดอย การเลือกเนื้อผ้าในการตัดเย็บชุด ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายผู้หญิง
ในแต่ละปี “โอ้ละหนอ” จะทำสินค้าออกมาปีละ 2 คอลเลกชัน คือ สปริงซัมเมอร์ และ ออทัมวินเทอร์ วางระดับราคาเฉลี่ยต่อชุดตั้งแต่ 5,0002 หมื่นบาท เน้นทำตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบตะวันออกกลาง อาทิ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และดูไบ และในประเทศไทย
นอกจากนี้แบรนด์โอ้ละหนอ ยังทำตลาดในประเทศไทยด้วยเช่นกัน อาทิ ชั้น 2 โซนเสื้อผ้าแบรนด์เนมไทย ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ และร้าน ร้าน pretty little thing ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
ด้าน เอก ทองประเสริฐ นักออกแบบไทย เจ้าของแบรนด์ คูเรเตดCURATED ซึ่งเป็น 1 ใน 4 แบรนด์ไทยที่ได้ไปออกงาน “เวียนนา ออสเตรีย แฟชั่น 2010” กล่าวว่า การได้ออกไปตลาดต่างประเทศนั้น นักออกแบบไทยสามารถต่อยอดได้จากการกลับมาพัฒนางานออกแบบเครื่องแต่งกายแบรนด์ของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งการทำแบรนด์ที่ดีให้เป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จนั้น ควรหลีกเลี่ยงการลอกเลียนแบบ ที่สำคัญการสร้างแบรนด์นั้นต้องใช้ความอดทนและใช้เวลาอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งนักออกแบบสาวไทยที่ประสบความสำเร็จในรันเวย์แฟชั่นต่างประเทศ คือ สิริอร เฑียรฆประสิทธิ์ เจ้าของแบรนด์ “เพนคิลเลอร์” (Painkiller) บอกว่า การสร้างแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญ ที่ปัจจุบันนักออกแบบต้องรู้จักจุดเด่นของสินค้าตัวเอง และต้องพัฒนาสินค้าอย่างจริงจังต่อเนื่อง ด้วยเชื่อว่าทุกคนมีเอกลักษณ์ ของตัวเองอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ ต่างชาติมักมองว่าแบรนด์ไทยไม่ดี เป็นสินค้าราคาถูก แต่ปัจจุบันเริ่มมีมุมมองเปลี่ยนไปแล้ว โดยนักออกแบบไทยต้องขายงานดีไซน์มากกว่าขายจำนวน
สำหรับแบรนด์ เพนคิลเลอร์ ทำตลาดต่างประเทศราว 3 ปี ในไต้หวัน สิงคโปร์ ปารีสและแคนาดา ภายใต้ร้านมัลติแบรนด์ ช็อป ขณะที่ตลาดในไทยอยู่ที่ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ชั้น 3 เช่นกัน
นโยบายรัฐที่ให้การสนับสนุนและตัวอย่างความสำเร็จของผู้ประกอบการนักออกแบบไทยกลุ่มหนึ่ง นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญต่อการผลักดันแฟชั่นแบรนด์ไทย ให้ไปได้ไกลถึงรันเวย์แฟชั่นโลกได้ในไม่ช้า...







