
ลดภาษีอุ้มดีเซล
นายกฯยัน จำเป็นอุ้มราคาดีเซลที่ลิตรละ 30 บาทคลังเตรียมเสนอครม.20 เม.ย. อาจลดหรือเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แก้ปัญหาเงินกองทุนน้ำมันหมด ด้านบางจากแนะรัฐเลิกอุ้ม
นายกฯยัน จำเป็นอุ้มราคาดีเซลที่ลิตรละ 30 บาทคลังเตรียมเสนอครม.20 เม.ย. อาจลดหรือเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แก้ปัญหาเงินกองทุนน้ำมันหมด ด้านบางจากแนะรัฐเลิกอุ้ม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมถึงแนวทางการดูแลราคาน้ำมันดีเซล ว่า ที่ประชุมมีมติให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงจาก 5.31 บาท/ลิตรเหลือ 0.005 บาท/ลิตร เมื่อรวมกับภาษีมูลค่าอีก 7% ทำให้การปรับลดภาษีครั้งรวมเป็น 5.70 บาท/ลิตร เพื่อพยุงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตรและป้องกันไม่ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีปัญหา
ทั้งนี้จะ ส่งผลให้รายได้ของกระทรวงการคลังซึ่งมาจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จากเดือนพ.ค.ถึงสิ้นเดือนก.ย.หายไป 44,380 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 8,496 ล้านบาท โดยหลังจากนี้จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุทมครม.ในวันที่ 20 เม.ย. เพื่อขอความเห็นชอบก่อนที่จะประกาศปรับลดภาษีน้ำมันอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ดำเนินการอย่างไม่มีกำหนดจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาและตัดสินใจในเรื่องนี้อย่างไร
ขณะที่ นายบุญส่ง เกิดกลาง รักษาการผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า การปรับลดภาษีน้ำมันครั้งนี้จะไม่มีผลให้ราคาดีเซลเปลี่ยนแปลง แต่จะช่วยลดภาระให้กองทุนน้ำมันฯมากกว่า เนื่องจากเริ่มส่งสัญญาจะติดลบหากยังใช้กองทุนน้ำมันฯในการดูแลราคาดีเซลอีก
ด้าน นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก กล่าวว่า แม้จะเข้าใกล้ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่หากดูแนวโน้มราคาน้ำมันดีเซลแล้วราคาดีเซลคงทรงตัวระดับสูงอย่างน้อย 2 เดือน จากที่ขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 137 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเหตุผลลิเบียยังไม่สงบ โรงกลั่นของจีนหยุดซ่อมบำรุง ทำให้ความต้องการดีเซลในเอเชียสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อผลประโยชน์ของประเทศโดยรวมรัฐไม่ควรจะตรึงราคาที่ 30 บาทต่อไปอีก เพราะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็หมดลง
แนวทางที่น่าจะดำเนินการ คือ หากต้องการดูแลประชาชนที่มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ก็ควรจะกำหนดเป็นรายกลุ่มไป ว่ากลุ่มไหนควรได้รับการช่วยเหลือ ไม่ใช่ช่วยเหลือเป็นวงกว้างทั้งหมดเช่นนี้ เพราะต้องยอมรับความจริงว่า คนใช้ดีเซลไม่ใช่เป็นผู้มีรายได้น้อยทั้งหมด และนอกจากนี้ ควรจะขยับเพดานหากจะช่วยเหลือต่อ และการขยับราคาก็ควรจะค่อย ๆ ขยับเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนมากเกินไป เช่น ครั้งละ 50 สต.เป็นต้น
ส่วนวงเงินที่จะเข้ามาดูแลต่อไปนั้น รัฐบาลควรจะพิจารณาทั้ง สองส่วน ทั้งเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และมีความจำเป็นต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนต่อ เพราะคงไม่สามารถลดการอุดหนุนได้ทันที 6.40 บาท/ลิตร ดังนั้น หากเงินกองทุนน้ำมันฯหมดลง หากจะกู้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คือ การใช้หนี้กองทุนฯ ที่มีดอกเบี้ยและช่วงราคาน้ำมันโลกลดลง คนไทยก็ต้องใช้ราคาสูงเพื่อใช้หนี้
นอกจากนี้ ในส่วนของโรงกลั่นน้ำมันทุกแห่ง ก็ต้องเข้ามาร่วมรับภาระการอุดหนุนดีเซลด้วย เช่น บางจากฯ เอสโซ่ เพราะการจ่ายเงินอุดหนุนโดยกองทุนน้ำมันฯ นั้น จะต้องมีการตรวจสอบ ของฝ่ายราชการซึ่งล่าช้า กว่าจะเบิกได้ใช้เวลานาน 6 เดือน ซึ่งตั้งแต่เริ่มอุดหนุนมาตั้งแต่เดือนธันวาคม บางจากฯ มีภาระหลายพันล้านบาท และหากคำนวณเฉพาะการอุดหนุน 6.40 บาท/ลิตรแล้ว บางจากมียอดขายดีเซลต่อเดือน กว่า 200 ล้านลิตร ก็ต้องรับภาระ 1,350 ล้านบาทต่อเดือน จึงจำเป็นต้องกู้เงินระยะสั้น มาเสริมสภาพคล่องเป็นช่วง ๆ ไป และต้องเสียดอกเบี้ยในส่วนนี้ด้วย ซึ่งหากภาครัฐลดการอุดหนุนและจ่ายเงินกองทุนฯให้รวดเร็วขึ้นก็จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของภาษีน้ำมันสรรพสามิตน้ำมันดีเซลรัฐบาลชุดนี้ได้ปรับขึ้นประมาณ 2 บาทต่อลิตรทำให้อัตราปัจจุบันอยู่ที่ 5.31 บาทต่อลิตร และตามโครงสร้างราคาน้ำมันแล้วการขึ้นภาษีทำให้มีการจ่ายภาษีท้องถิ่นเพิ่มขึ้นด้วยเพราะคิดในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิต ทำให้ภาษีท้องถิ่นเก็บเพิ่มเป็น 0.5310 บาท และกระทรวงการคลังยังได้ภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นด้วย เพราะคำนวณจากราคาน้ำมันบวกกับภาษีสรรพสามิตและภาษีท้องถิ่น โดยราคาในขณะนี้ที่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มราคาหน้าโรงกลั่นที่ 1.8969 บาทต่อลิตร และยังมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าการตลาดอีกด้วย
ทั้งนี้ รวมแล้ว รัฐได้ภาษีทุกส่วนทั้งหมด 7.803 บาทต่อลิตร จากราคาน้ำมันดีเซลที่ 29.99 บาทต่อลิตร ในขณะที่เงินกองทุนน้ำมันฯอุดหนุน 6.40 บาท และมีการจัดเก็บเงินกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 0.25 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม เงินภาษีน้ำมันหากลดลง 1 บาทต่อลิตร จะมีผลทำให้รัฐเก็บภาษีน้อยลงวันละ 50 ล้านบาท เนื่องจากการใช้ดีเซลของประเทศอยู่ที่ประมาณวันละ 50 ล้านลิตร







