
ซิตี้กรุ๊ปลดน้ำหนักหุ้นไทย
ดัชนีผันผวนมากญี่ปุ่นฉุดการผลิตตลาดเอเชียยังรุ่ง
ดัชนีผันผวนมากญี่ปุ่นฉุดการผลิตตลาดเอเชียยังรุ่ง
ซิตี้กรุ๊ป ให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยและอินโดนีเซียน้อยกว่าตลาด เทียบหุ้นทั้งเอเชียที่มากกว่าตลาด เพราะกังวลปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ผลจากมหันตภัยญี่ปุ่น
นักวิเคราะห์ซิตี้กรุ๊ป ออกบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ให้น้ำหนักหุ้นไทยและอินโดนีเซียน้อยกว่าตลาด โดยราคาหุ้นไทยผันผวนอย่างหนักในไตรมาสแรกปีนี้ (ม.ค.กลางเดือน ก.พ.) ปรับตัวลดลง 11.5% หลังจากนั้นปรับตัวขึ้น 17% ขณะที่การซื้อขายรายวันผันผวนลดลงต่ำกว่าหุ้นอินโดนีเซีย
ทั้งสองประเทศเผชิญปัญหาการจัดหาวัตถุดิบที่นำเข้าจากญี่ปุ่น โดยมีการนำเข้าจากญี่ปุ่น 21% ของการนำเข้าทั้งหมด และ 67% ของสินค้าทุน
นักเศรษฐศาสตร์ของซิตี้กรุ๊ป มองเห็นความเสี่ยงของการปรับลดตัวเลขเติบโตเศรษฐกิจมาอยู่ที่ 4.2% ในปีนี้ โดยผลกระทบจากการนำเข้าวัตถุดิบจะนำไปสู่การสูญเสียรายได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดหุ้นยังมีมูลค่า เพราะมีการเติบโตของผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นที่มีการปรับกำไรขึ้นในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นธนาคาร วัสดุก่อสร้าง หุ้นเกษตร ที่ยังมีการปล่อยกู้ที่ดี เพราะมีความต้องการลงทุน และดอกเบี้ยยังมีแนวโน้มขึ้นที่จะทำให้กำไรกลุ่มธนาคารยังมีการปรับขึ้น
“เรายังชอบหุ้นธนาคารไทย และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโภคภัณฑ์”
อย่างไรก็ตาม ซิตี้กรุ๊ปยังคงให้น้ำหนักหุ้นเอเชียมากกว่าตลาด เพราะราคายังปรับขึ้นน้อยกว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่ทั้งโลกในช่วงไตรมาสแรก ดังนั้นจึงแนะนำหุ้นภูมิภาคนี้ไว้ลงทุนจากกำไรที่ยังเติบโตตามการเติบโตของเศรษฐกิจที่ภูมิภาคนี้เติบโตที่สุดในโลก
ทั้งนี้ คำแนะนำนี้ได้รวมความเสี่ยงเรื่องมหันตภัยญี่ปุ่น และราคาน้ำมันที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นแล้ว โดยหากเศรษฐกิจโลกยังขยายตัว คาดว่าเศรษฐกิจเอเชียยังดี
นอกจากนั้น มูลค่าหุ้นภูมิภาคนี้ยังถูก โดยซื้อขายด้วยค่าเฉลี่ยล่วงหน้าสัดส่วนราคาต่อกำไรที่ 11.6 เท่า เหนือค่าเฉลี่ยราคาต่อมูลค่าบัญชี 1.9 เท่า โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่ราคาถูกทั้งภูมิภาค
นักวิเคราะห์ซิตี้กรุ๊ป เชื่อว่าแนวโน้มดอกเบี้ยของตลาดเกิดใหม่ภูมิภาคเอเชียยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าดอกเบี้ยประเทศในละตินอเมริกา (จากนโยบายที่เข้มงวดมากในอนาคต)
“เราชื่นชอบหุ้นเกาหลี จีน และลดน้ำหนักบางประเทศที่ตลาดเล็กและราคาแพงแล้วอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ให้น้ำหนักปกติหุ้นไต้หวัน และให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาดสำหรับหุ้นอินเดีย”
ขณะที่หุ้นไทยปิดทำการวันสุดท้ายก่อนเทศกาลสงกรานต์เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดหุ้นเอเชียด้วยแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยทำให้หุ้นเพิ่มขึ้น 8.58 จุด หรือเพิ่มขึ้น0.80% มาปิดที่ 1,084.91 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 26,350 ล้านบาท
ทั้งนี้แรงซื้อหนาแน่นมาจากกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์







