
แบงก์ชาติฮึดสู้บาทแข็งรอบใหม่
สัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์กำลังจะผ่านพ้นไป
สัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์กำลังจะผ่านพ้นไป
โดย...ทีมข่าวการเงิน
สัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์กำลังจะผ่านพ้นไป แต่ก็ยังมีเรื่องร้อนทางเศรษฐกิจให้ติดตาม โดยค่าเงินบาทของไทยกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง จนเกือบหลุดแนวต้านที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้าแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ 30.07/10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ที่ค้าเงินตราต่างประเทศเชื่อว่า ธปท.จะบริหารค่าเงินบาทไม่ให้หลุดแนวรับที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพ ธปท. กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาจากหลายปัจจัย เช่น แข็งค่าตามค่าเงินยูโร หรือราคาทองคำพุ่งสูง ทำให้คนไทยขายทอง และนำทองคำออกไปขายต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่ง ธปท.ได้ติดตามดูอย่างใกล้ชิด
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้ความเห็นว่า ค่าเงินบาทแข็งครั้งนี้จะเป็นระยะสั้น ซึ่งส่งผลดีทำให้ราคาอุปโภคบริโภคสูง เป็นภาระกับประชาชนมากเกินไป โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ไทยต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด
ทั้งนี้ จากค่าเงินบาทแข็งรอบใหม่ ส่งผลให้คนไทยแห่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ซื้อสินค้า ทำให้ยอดการใช้บัตรเครดิตของคนไทยในต่างประเทศขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น
ด้านนโยบายการคลังในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวเรื่องการปรับขึ้นภาษีหลายตัว เริ่มตั้งแต่การปรับเพิ่มภาษีบุหรี่ก็ล่มกลางวงประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยกระทรวงการคลังเสนอให้เก็บภาษีบุหรี่เป็นมวนละ 1-3 บาท ซึ่ง ครม.เห็นว่าควรทิ้งไว้ให้รัฐบาลใหม่มาชี้ชะตาว่าจะปรับเพิ่มอย่างไร
อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ กล่าวว่า ครม.เห็นชอบในหลักการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาสูบ พ.ศ. 2493 เพื่อให้การจัดเก็บภาษีบุหรี่มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น โดยแก้ไขวิธีคำนวณภาษีจากราคาหน้าโรงงาน และราคาแจ้งนำเข้า หรือราคาซีไอเอฟ รวมอากรขาเข้า มาเป็นการคำนวณภาษี 60% จากราคาขายปลีกแทน
การแก้ไขกฎหมายจะต้องเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ทันในรัฐบาลชุดนี้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่จะเป็นผู้ตัดสินใจ
ขณะที่โครงสร้างภาษีรถยนต์ ครม.ก็มีมติเลื่อนออกไปอีก 1 ปี เพื่อให้รัฐบาลเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อให้การปรับโครงสร้างภาษีไม่กระทบกับการผลิต
ก่อนหน้านี้ กรมสรรพสามิตเสนอให้มีการเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ โดยให้มีการเก็บภาษีจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของรถยนต์ด้วย หากปล่อยต่ำกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะได้ลดภาษี 5% แต่หากปล่อยเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จะต้องเสียภาษีเพิ่ม 5% ทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่ยังปล่อย CO2 เกิน ต้องเสียภาษีเพิ่ม
สำหรับความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ถึงแม้ว่าจะไม่ผ่านสภาในรัฐบาลนี้ แต่รายละเอียดการเก็บภาษีที่ดินทำให้เศรษฐีที่ดินต้องเจอดี จากการมีที่ดินและไม่ยอมทำประโยชน์ ปล่อยทิ้งที่ดินว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ให้ จะถูกเก็บภาษี 0.5% ของราคาประเมิน และให้เพิ่มอัตราภาษีอีก 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่จำนวนภาษีที่เสียต้องไม่เกิน 2% ของราคาประเมิน
อย่างไรก็ตาม ให้มีการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้อยู่อาศัยที่มีขนาดไม่เกิน 50 ตารางวา และไม่เกิน 50 ตารางเมตรสำหรับห้องชุด รวมทั้งยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือห้องชุดที่มีราคาประเมินไม่เกิน 1 ล้านบาท
สำหรับอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีหลักๆ อยู่ 3 อัตรา คือ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้ทำการเกษตรเสีย 0.05% ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใช้อยู่อาศัย 0.1% ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งรกร้างว่างเปล่า 0.5%
ความพยายามของกระทรวงการคลังที่จะขายหลักทรัพย์ที่กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของอยู่ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ออกมาเปิดเผยการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เพิ่ม ต้องมาดูราคาหุ้นในปัจจุบันก่อนว่าเหมาะสมที่จะขายออกมาหรือไม่ และถ้าจะขายก็ต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา และต้องมีการพิจารณาว่าจะส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์โดยรวมความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุน เพราะเกรงว่านักลงทุนจะเกิดความวิตกกังวลว่า หากกระทรวงการคลังตัดสินใจขายหลักทรัพย์ใดออกมาจะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวไม่มีความมั่นคงหรือไม่
สำหรับหุ้นรัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงการคลังถือเกิน 70% และจะนำออกมาขายเพิ่ม ประกอบด้วยหุ้น บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท การบินไทย (THAI) บริษัท การท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท อสมท (MCOT) และธนาคารกรุงไทย (KTB)
ส่วนความคืบหน้าในการนำบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ว่าภายในไตรมาส 1/2555 น่าจะสามารถนำบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ปตท. เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ต.ล.ท.) ได้
ส่วนความคืบหน้าของบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ซึ่งเป็นบริษัทลูกของธนาคารกรุงไทยนั้น ข้อสรุปเบื้องต้นคงไม่มีการเข้าจดทะเบียนและซื้อขายใน ต.ล.ท. อย่างแน่นอน เนื่องจากผู้ถือหุ้นต่างชาติไม่เห็นด้วยเพราะบริษัทยังไม่มีความจำเป็นต้องระดมทุนในขณะนี้ ส่วนบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ก็ยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อให้เข้ามาจดทะเบียนใน ต.ล.ท. ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้







