posttoday
ยุทธศาสตร์การลงทุนให้กินอิ่มนอนหลับ(1)

ยุทธศาสตร์การลงทุนให้กินอิ่มนอนหลับ(1)

14 เมษายน 2554

คำถามยอดฮิตที่ได้ยินกันบ่อยมาก

คำถามยอดฮิตที่ได้ยินกันบ่อยมาก

และไม่เคยตกอันดับความนิยมเลย คือคำถามที่ว่า ลงทุนหุ้นอย่างไรไม่ให้ขาดทุน เห็นทีจะต้องขออัญเชิญปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าที่ว่า

“หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ”

“สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงบำเพ็ญไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

กลับมาสู่โลกแห่งสมมติสัจจะ คำสอนของอาจารย์ที่ผมชอบมากอันหนึ่ง ที่ท่านเทียบเคียงให้ฟังว่า การจัดสรรเงินลงทุนของเราๆ ท่านๆ ใน Asset Class ต่างๆ คล้ายกับการ กินอิ่ม–นอนหลับ ของเรานั่นเอง

เงินออมส่วนที่จัดสรรลงทุนในตราสารทุนเทียบไปก็คือการ กินอิ่ม ถามว่าในปี 2010 คนลงทุนในหุ้นอิ่มไหมครับ อิ่มแน่นอน ก็บวกไปตั้ง 40% แล้วปี 2009 ล่ะ ยิ่งเปรมปรีดิ์เกษมศรีกันใหญ่ทั้งปี รับไปซะ 63% เนื้อๆ ปีที่แฮปปี้กันสุดๆ ของตลาดหุ้นไทยอีกปีคือ 2003 ที่บวกกันไปถึง 116% แต่คิดว่าท่านเหล่านั้น คงนอนไม่ค่อยหลับนะครับ เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรให้ลุ้นระทึกกันบ้าง ยิ่งถ้ามาเจอแบบปี 2008 ที่เงินลงทุน 100 บาทในตลาดหุ้นไทยตอนต้นปี พอปลายปี เหลือเพียงแค่ 52 บาท เท่านั้น นอนตาค้างมองเพดานจนเช้ากระมังครับ

ส่วนคนที่ลงทุนในตราสารหนี้ จะเทียบได้กับการนอนหลับ โดยที่ท้องอาจจะไม่อิ่มเท่าไหร่ ด้วยผลตอบแทนจากตราสารหนี้อันน้อยนิด ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะทยอยปรับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ โดยนักวิจัยหลายๆ ค่าย ค่อนข้างมั่นใจว่าสิ้นปี 2011 นี้ ดอกเบี้ยนโยบายบ้านเราน่าจะทะลุระดับ 3% ไปอยู่ที่ 3.25% หรืออาจเป็น 3.5% กันเลยก็ได้ แต่ที่น่าหวาดหวั่นก็คือ อัตราเงินเฟ้อที่คาดกันว่าน่าจะสูงขึ้นจนแซงหน้าดอกเบี้ย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเท่ากับว่ารายได้ที่แท้จริง (Real Income) อาจเข้าขั้นติดลบได้ครับ

ประเด็นจึงอยู่ที่การจัดสรรปันส่วนเงินลงทุนในสอง Asset Class ที่ยกตัวอย่างมานี้ ต้องกระทำด้วยความรอบคอบ รู้เขารู้เรา (อาจถึงกับต้อง รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ในบางสถานการณ์ด้วยนะครับ)

รู้เขา ก็คือการหมั่นศึกษาหาความรู้ในเรื่องการลงทุนให้มากเข้าไว้ ว่าโลกทุกวันนี้ไปถึงไหนกันแล้ว มีผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ๆ ออกสู่ตลาดบ้าง ก่อนจะตัดสินใจลงทุนในอะไร ก็ควรศึกษาให้ถ่องแท้ว่า เงินที่เราให้เขาไป เขาไปทำอะไร โอกาสได้ผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงที่จะขาดทุน มีมากน้อยแค่ไหน โลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งความรู้แค่ปลายนิ้วสัมผัสจริงๆ ครับ ไม่ว่าอาจารย์ Google หรือ อาจารย์ Yahoo ท่านไม่เคยเหนื่อยที่จะตอบคำถามเราเลย ไม่ว่าจะดึกดื่นค่อนคืนขนาดไหน ไม่ว่าเราจะถามซ้ำถามซากคำถามเดิมเป็นร้อยๆ หน ท่านก็พร้อมจะตอบเราทุกเวลา ระวังอย่างเดียวอย่าหลงระเริงไปกับเกลียวคลื่นความรู้ที่โถมใส่เราดุจดังสึนามิ จนทำให้เราลืมประเด็นเดิมที่ตั้งใจถาม

รู้เรา ก็เน้นไปที่ความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเอง ว่ารับได้มากน้อยแค่ไหน ยกตัวอย่างเรื่องอายุ ถ้ายังหนุ่มๆ สาวๆ เราก็อาจเน้นการกินอิ่ม ได้มากพอๆ กับการนอนหลับ อย่างละครึ่งๆ เพราะพลังงานยังเยอะอยู่ สามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่า อย่าเอาแต่นอนหลับมากไป แบบนี้เราก็สามารถลงทุนในตราสารทุนได้มากถึง 3050% ของเงินออม แต่ถ้าอายุมากแล้วและสุขภาพการเงินยังไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ ก็อาจต้องเน้นที่การนอนหลับพักผ่อนให้มากหน่อย เรื่องกินก็เพลาๆ ลงบ้าง แบบนี้เลือกลงทุนในตราสารหนี้ สัก 7080% ที่เหลือค่อยไปเลือกอะไรที่เสี่ยงขึ้นอีกหน่อย เช่น หุ้น ทองคำ หรือน้ำมัน เป็นต้น

ที่สำคัญ อย่าเอาแต่นอนหลับจนไม่ได้กิน หรือเอาแต่กินจนไม่ได้นอนนะครับ เสียสุขภาพ (การเงิน) แน่ๆ

วันนี้ขอเน้นที่การลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น หรือทองคำ อันเป็นหลักทรัพย์ที่ราคาไม่แน่นอน สามารถขึ้นๆ ลงๆ แบบคาดเดาทิศทางได้ยาก เวลาขึ้นก็อาจขึ้นสุดๆ ดุจโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา บทจะลงบางทีก็หัวทิ่มหัวตำฉุดกันไม่อยู่ บทจะ Sideway ก็ซึมยาวเหมือนคนโดนแฟนทิ้ง ยกตัวอย่างทองคำ ซึมเป็น 20 ปี กว่าจะกลับมากระดี๊กระด๊าทำ New High ใหม่กันเป็นระยะๆ เหมือนทุกวันนี้

การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทดังกล่าวมานี้ ผู้รู้ท่านสอนไว้ว่า มีหลายยุทธศาสตร์ครับ ยุทธศาสตร์แรก (1) คือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย ฝรั่งเรียกว่า Dollar Cost Average หรือ DCA กล่าวคือซื้อไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่กำหนดไว้ เช่น ซื้อด้วยจำนวนเงินเท่าๆ กัน ทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน ไม่ว่าราคาในวันนั้นจะขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหนก็ตาม เข้าคติจีบสาวที่ว่า ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก ไม่ว่าอารมณ์เจ้าหล่อนจะเบิกบานแจ่มใส หรือบูดบึ้งขนาดไหน ก็ต้องโผล่ไปให้เห็นหน้าให้สม่ำเสมอเข้าไว้ วิธี DCA นี้จะทำให้พอร์ตโฟลิโอของเรามีสินทรัพย์ราคาถูกในปริมาณที่มากกว่าสินทรัพย์ราคาแพง ซึ่งก็ทำกำไรให้พอร์ตได้มากกว่าในตลาดขาขึ้น พิสูจน์กันมาแล้วว่าด้วยวิธีถัวเฉลี่ยต้นทุนนี้ ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยของสินทรัพย์ที่ซื้อเข้าพอร์ตจะถูกกว่าราคาตลาดเฉลี่ย ไว้ว่างๆ ฤกษ์งามยามดีเมื่อไหร่ ค่อยมาลงรายละเอียดกันนะครับ

ยุทธศาสตร์ถัดมา (2) คือการถือให้ยาวเข้าไว้ เข้าทำนองเมื่อเลือกแล้วรักแล้ว รักแท้ต้องยืนยาว ไม่รักทิ้งรักขว้าง ยกเว้นถ้ามั่นใจว่าเลือกผิดจริงๆ (ก็มันมาวอ่ะ) ค่อยถอนยวงแล้วไปเลือกอันใหม่ที่งามกว่าเก่า แล้วที่ว่าถือยาวน่ะ ยาวสักแค่ไหน 1 อาทิตย์? 1 เดือน? 1ปี? 10 ปี? 15 ปี? หรือยาวกว่านั้น (งานนี้ สงสัยต้องตะบันน้ำกินกันล่ะ)

ไว้สัปดาห์หน้าเรามาดูกันต่อครับ ลงทุนหุ้นไทยยาวๆ แบบนี้ ผลจะเป็นอย่างไร เห็นตลาดหุ้นไทยผันผวนรายวันแบบนี้ รับรองผลตอบแทนคาดไม่ถึงครับ m

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท