
กรรมการแบงค์รวยอู้ฟู่
ปี 2553 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งความอู้ฟู่ของธนาคารพาณิชย์
ปี 2553 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งความอู้ฟู่ของธนาคารพาณิชย์
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ปี 2553 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งความอู้ฟู่ของธนาคารพาณิชย์ เมื่อธุรกิจทั้งระบบมีผลกำไรรวมกันทั้งสิ้น 1.23 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.5% จากปีก่อนหน้า
แน่นอนว่าส่งผลให้เทศกาลการจ่ายเงินปันผลเพื่อตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นในปีนี้คึกคักขึ้นเป็นพิเศษ เนื่องจากอัตราผลกำไรที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจย่อมสะท้อนไปถึงอัตราการจ่ายเงินปันผลด้วยเช่นกัน
ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2553 ของธนาคารพาณิชย์ แจ้งว่า ธนาคารกรุงเทพจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญในอัตรา 4 บาทต่อหุ้น เท่ากับปีที่ผ่านมา
ธนาคารไทยพาณิชย์ จ่ายเงินปันผลที่ 3 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 0.50 บาท จากปีก่อน
ธนาคารกสิกรไทย จ่ายปันผล 2.50 บาทต่อหุ้น เท่ากับปีที่ผ่านมา
ธนาคารกรุงไทย จ่ายปันผล 0.51 บาทต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 0.07 บาท จากปีก่อนหน้า
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ่ายปันผล 0.35 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 0.02 บาท จากปี 2552 อิ่มหนำสำราญกันทั้งองค์กรและผู้ถือหุ้น
แม้ว่าอัตราการจ่ายเงินปันผลของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในปีนี้จะยังคงน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับบรรดานักลงทุนและคนทั่วไป แต่หากพิจารณาไปยังอัตราผลตอบแทนของคณะกรรมการ หรือบอร์ดของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งแล้ว จะเห็นได้ว่ามีความน่าตื่นตาตื่นใจขึ้นไม่แพ้กัน
รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย แจ้งว่า ในปี 2553 ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าตอบแทนกรรมการเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 451 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 421 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 6.5%
อัตราของการจ่ายผลตอบแทนนั้นสูงกว่าเงินเฟ้อมากมายมหาศาล นี่ยังไม่นับรวมโบนัสพิเศษที่แบ่งปันเอามาจากเงินปันผลมาตอบแทนกรรมการแต่ละคนที่ทำงานกำกับองค์กรให้เดินหน้าไปได้ด้วยดี
ธนาคารที่มีการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการสูงสุด ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ที่ 83.92 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 0.08 ล้านบาท ไม่นับรวมการจ่ายเงินเดือนและโบนัสปกติให้แก่ผู้บริหารธนาคาร 9 คน รวมเป็นเงิน 244.82 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละ 27.2 ล้านบาท
ธนาคารกสิกรไทย จ่ายค่าตอบแทนกรรมการรวมเงินบำเหน็จในปีนี้ที่ 68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 2.81 ล้านบาท ไม่นับรวมการจ่ายเงินเดือน โบนัสของผู้บริหารระดับสูง 22 คน รวมเป็นเงิน 232.44 ล้านบาท เฉลี่ยได้กันคนละ 10.56 ล้านบาท
ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์จ่ายค่าตอบแทนกรรมการรวมเงินบำเหน็จ 0.5% ของเงินปันผลเป็นเงิน 61.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 27.33 ล้านบาท ไม่นับรวมการจ่ายเงินเดือนและโบนัสผู้บริหารระดับสูงจำนวน 12 คน รวมเป็นเงิน 251.41 ล้านบาท หรือ
เฉลี่ยได้กันไปคนละ 20.95 ล้านบาท
ธนาคารกรุงไทย จ่ายค่าตอบแทนรวมบำเหน็จที่ 50.93 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 1.01 ล้านบาท ไม่นับรวมการจ่ายเงินเดือนและโบนัสของผู้บริหารระดับสูง 19 คน รวมเป็นเงิน 193.77 ล้านบาท หรือเฉลี่ยคนละ 10.19 ล้านบาท
หากนับเฉพาะรายได้จากค่าตอบแทนกรรมการเพียงอย่างเดียว ไม่นับโบนัสพิเศษที่ขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น จะพบว่าคณะกรรมการธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับผลตอบแทนสูงที่สุดในปี 2553 ได้แก่ ชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ โดยได้รับค่าตอบแทน 7.65 ล้านบาท
อันดับที่ 2 บรรยงค์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย รับค่าตอบแทน 7.12 ล้านบาท
อันดับ 3 เสาวนีย์ กลมบุตร ประธานกรรมการ ธนาคารทหารไทย รับค่าตอบแทน 4.2 ล้านบาท
อันดับที่ 4 วีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา รับค่าตอบแทน 4.16 ล้านบาท
อันดับ 5 อานันท์ ปันยารชุน นายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ รับค่าตอบแทน 3.98 ล้านบาท
แต่หากนับรวมเงินโบนัสที่ธนาคารขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นมาจายให้กรรมการในอัตรา 0.5% ของเงินปันผล 8,498 ล้านบาท ก็จะตกประมาณ 42.49 ล้านบาท เมื่อนำจำนวนกรรมการ 15 คน มาหารกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์จะได้รับเพิ่มจากำฝีมือการทำงานอีกคนละ 2.8 ล้านบาท
นั่นเท่ากับว่านายอานันท์ มีรายได้สูงถึง 6.78 ล้านบาท
วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าตอบแทนคณะกรรมการธนาคารที่เพิ่มขึ้นในปี 2553 เป็นผลมาจากการเติบโตของกำไรที่เพิ่มขึ้นถึง 2.42 หมื่นล้านบาท ทำให้คณะกรรมการได้รับเงินบำเหน็จจากการจ่ายปันผลที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ บัณฑูร ลำซ่ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า อัตราการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการของธนาคารในปีนี้ยังคงใช้อัตราเดียวกันกับปีก่อนหน้า แม้ว่าผลกำไรของธนาคารจะมีการเติบโตขึ้น เนื่องจากธนาคารมีการคำนวณค่าตอบแทนตามหลักสากล ที่มีทั้งในส่วนค่าตอบแทนตายตัวและเงินบำเหน็จที่ขึ้นลงตามผลประกอบการ
“ค่าตอบแทนกรรมการของธนาคารในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว เพราะเราไม่ต้องการให้ค่าตอบแทนอยู่ในระดับที่สูงหรือต่ำจนเกินไป” บัณฑูร กล่าว
ตามปกติการพิจารณาอัตราค่าตอบแทนของบริษัททั่วไปนั้น ย่อมคำนึงถึงประสิทธิภาพและความสามารถในการทำงานของบุคคลนั้นๆ เป็นตัวตั้ง
ดังนั้น รายได้อันสูงลิ่วของเหล่าบรรดานายแบงก์ที่โชว์ฝีมือลายมือสร้างผลกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับธนาคารย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่เรื่องที่แปลกแต่จริง ก็คืออัตราผลตอบแทนของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ นี่ซิ ไม่ว่าจะสร้างผลกำไรให้กับองค์กรสูงขึ้นมากเพียงใด
เงินเดือนก็ไม่เคยขึ้นได้ทันใจจนแซงเงินเฟ้อเสียที...







