posttoday
เอฟทีเอไทย-อียูล่าช้า ธุรกิจจะเสียเปรียบแค่ไหน

เอฟทีเอไทย-อียูล่าช้า ธุรกิจจะเสียเปรียบแค่ไหน

11 เมษายน 2554

แม้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC จะเป็นกระแสที่มาแรงและได้รับความสนใจในปัจจุบัน

แม้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC จะเป็นกระแสที่มาแรงและได้รับความสนใจในปัจจุบัน

โดย...ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์โดย

แม้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC จะเป็นกระแสที่มาแรงและได้รับความสนใจในปัจจุบัน แต่การเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศอื่นๆ ก็ยังคงมีความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (อียู 27 ประเทศ) ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยมีมูลค่าการส่งออกรวมเป็นอันดับ 2 รองจากตลาดอาเซียน ทั้งนี้หากการเจรจาล่าช้าออกไป จะส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มเสียเปรียบประเทศในอาเซียนที่เจรจาเสร็จไปแล้ว

ที่ผ่านมาอียูเลือกเจรจาเอฟทีเอกับกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นรายประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมืองของพม่า และแสดงท่าทีพร้อมจะเจรจากับเวียดนามและไทย

คำถามที่น่าสนใจ คือ เมื่ออียูตัดสินใจเจรจาเป็นรายประเทศ หากไทยไม่เร่งเจรจาให้แล้วเสร็จ ธุรกิจไทยจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

เอฟทีเอไทย-อียูล่าช้า ธุรกิจจะเสียเปรียบแค่ไหน

ในภาพรวมการส่งออกไปยังอียูคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญที่สุด คือ อินโดนีเซียและเวียดนาม แม้ว่าเมื่อวัดจากมูลค่าการส่งออกไปยังอียูแล้ว อินโดนีเซียจะมีมูลค่าประมาณ 60% ของไทย และเวียดนามมีมูลค่าไม่ถึงครึ่งของไทย แต่หากพิจารณาจากความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไปยังอียู จะพบว่าไทยมีลักษณะสินค้าส่งออกที่แข่งขันกับเวียดนามและอินโดนีเซียมากที่สุด อีกนัยหนึ่ง คือ ประเภทธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกนั้นเป็นธุรกิจที่คล้ายกับ 2 ประเทศนี้มากที่สุด โดยพบว่ามีความสัมพันธ์กับอินโดนีเซียและเวียดนามมาก ที่ 46% และ 43% ตามลำดับ

ในขณะที่ประเทศที่ทำเอฟทีเอกับอียูแล้วอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียมีความสัมพันธ์ที่ไม่สูงนักอยู่ที่ 15% และ 31%

สำหรับผลกระทบรายธุรกิจจะพิจารณาใน 2 มิติควบคู่กัน คือ สัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังอียู และความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการส่งออก สัดส่วนการส่งออกที่สูงแสดงถึงการถือครองส่วนแบ่งตลาดที่มากกว่า ส่วนความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการส่งออกแสดงถึงความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์รายธุรกิจ 4 สามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มธุรกิจที่ไม่เสียโอกาสแม้จะเจรจาล่าช้า คือ ธุรกิจเนื้อสัตว์แปรรูป ธุรกิจผักผลไม้แปรรูป ธุรกิจเครื่องประดับและอัญมณี รถยนต์และส่วนประกอบ ธุรกิจผลิตข้าวกับธัญพืช และการผลิตเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ใน 5 ธุรกิจแรกนั้นเป็นธุรกิจที่ไทยถือครองส่วนแบ่งตลาดส่งออกไปยังอียูเกินกว่า 50% เมื่อเปรียบเทียบกับ 6 ประเทศอาเซียนคู่ค้าหลักของอียู (ประกอบด้วย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม) และมีความสามารถในการแข่งขันโดยเปรียบเทียบสูง โดยเฉพาะธุรกิจเนื้อสัตว์และผักผลไม้แปรรูป

สำหรับการผลิตเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องนั้น แม้ส่วนแบ่งการตลาดไทยจะใกล้เคียงกับมาเลเซียและฟิลิปปินส์ แต่เมื่อดูในรายละเอียดตัวสินค้าแล้วค่อนข้างมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงเรียกว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ได้แข่งขันกันเอง โดยมูลค่าการส่งออกของ 6 ธุรกิจนี้คิดเป็นประมาณ 30% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดไปอียู

กลุ่มธุรกิจที่ต้องเตรียมพร้อมรับความท้าทายกับคู่แข่งทางการค้า (อินโดนีเซียและเวียดนาม) คือ ธุรกิจส่งออกสัตว์น้ำและอาหารทะเล ธุรกิจผลิตเครื่องแต่งกายและรองเท้า และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเรือน สำหรับธุรกิจส่งออกสัตว์น้ำและอาหารทะเลคู่แข่งสำคัญคือเวียดนาม โดยเฉพาะกุ้งและปลาหมึกแช่แข็งที่มีมูลค่าการส่งออกใกล้เคียงกับของไทย อีกทั้งยังมีความสามารถในการแข่งขันโดยเปรียบเทียบที่สูงกว่าไทยด้วย ส่วนธุรกิจผลิตเครื่องแต่งกายและรองเท้าและการผลิตเครื่องเรือนนั้น แม้ความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกจะใกล้เคียงกันก็ตาม แต่ทั้งสองประเทศมีความได้เปรียบเหนือไทยแง่ของสัดส่วนตลาด โดยเฉพาะสินค้าประเภทเสื้อยืด รองเท้ากีฬา และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยไม้

กลุ่มธุรกิจที่อาจเสียโอกาสจากประเทศที่เจรจาเอฟทีเอแล้ว (สิงคโปร์และมาเลเซีย) คือ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ธุรกิจผลิตภัณฑ์จากพลาสติก และธุรกิจผลิตภัณฑ์จากยาง สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและเครื่องใช้ไฟฟ้า ในแง่มุมของความสามารถในการแข่งขันนั้น ทั้งสองประเทศไม่ได้แตกต่างจากไทยมากนัก แต่เนื่องด้วยเป็นกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าในการส่งออกสูงจึงมีโอกาสเสียประโยชน์ทางการค้ากับทั้งสองประเทศได้ โดยเฉพาะสินค้าอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ แผงวงจรไฟฟ้า และวงจรทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์จากพลาสติกและยางนั้น คู่แข่งที่สำคัญคือประเทศมาเลเซียที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าไทย โดยเฉพาะสินค้าประเภทถุงพลาสติกปลอดเชื้อและถุงมือยาง

จากนี้ไปควรจับตามองความคืบหน้าการเจรจากับประเทศเวียดนามมากที่สุด เพราะเป็นประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้ากับอียูที่สำคัญที่สุดของไทย โดยธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบมาก คือ ธุรกิจส่งออกสัตว์น้ำและอาหารทะเล ธุรกิจผลิตเครื่องแต่งกายและรองเท้า และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเรือน

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน