
หลายปัจจัยบวกหนุนเงินบาทแข็งค่าขึ้น
สำหรับทิศทางค่าเงินในช่วงสัปดาห์นี้ (11-12 เม.ย. 2554) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า เงินบาทมีแนวโน้มปรับตัวในกรอบแคบๆ
สำหรับทิศทางค่าเงินในช่วงสัปดาห์นี้ (11-12 เม.ย. 2554) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า เงินบาทมีแนวโน้มปรับตัวในกรอบแคบๆ
ในทิศทางแข็งค่า โดยคาดว่าจะเคลื่อนไหวในช่วง 29.90-30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังปรับตัวในช่วง 30.04-30.38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากกระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ จากการคาดการณ์ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมวันที่ 20 เม.ย.นี้ และปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ จากมุมมองที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นธนาคารกลางในกลุ่มประเทศหลักที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นล่าช้า ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์สกุลเหรียญสหรัฐขาดความน่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นได้ในช่วงสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากสัปดาห์นี้มีจำนวนวันทำการเพียง 2 วัน ในช่วงก่อนวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ อีกทั้งคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการเข้าแทรกแซงตลาดโดยการเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป
สัปดาห์ที่ผ่านมา (4-8 เม.ย. 2554) เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นค่อนข้างมากจากช่วงปลายเดือน มี.ค. โดยเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30.04-30.38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังปรับตัวในช่วง 30.19-30.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยสัปดาห์นี้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเคลื่อนไหวที่ระดับ 30.23 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันทำการแรกของสัปดาห์ และปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นหลังข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐ ออกมาดีช่วยหนุนความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงให้ปรับตัวสูงขึ้น
การที่เงินเหรียญสหรัฐยังสามารถรักษาช่วงบวกไว้ได้ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ อาจเริ่มปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ทำให้การแข็งค่าของเงินบาทเป็นไปอย่างจำกัด ภายหลังการแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดถึงความจำเป็นในการดำเนินนโยบาย QE2 ต่อไป ทำให้ตลาดเริ่มลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และเริ่มมองว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะปรับขึ้นล่าช้า โดยเฉพาะหลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) นำร่องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในการประชุมวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา
นอกจากปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐแล้ว กระแสเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นค่อนข้างมาก โดยเงินบาทอยู่ที่ระดับ 30.04 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันศุกร์ และยังคงปรับตัวในกรอบแคบๆ ใกล้ระดับ 30.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจาก ธปท. มีการเข้าทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เงินบาทปรับแข็งค่าเร็วเกินไป
ต้นสัปดาห์ เงินบาทเริ่มต้นสัปดาห์ในทิศทางแข็งค่า โดยเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30.23 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันจันทร์ และยังคงปรับตัวในทิศทางแข็งค่าภายหลังแรงซื้อเหรียญสหรัฐฯ หรือ month end demand เริ่มลดระดับลง อย่างไรก็ดีเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากการคาดการณ์ของตลาดที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจยุติการเข้าซื้อพันธบัตรตามโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE2 ภายหลังข้อมูลเศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัวแข็งแกร่งมากขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น จากเดิมที่มองว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2012 โดยความเชื่อมั่นดังกล่าวเพิ่มขึ้นภายหลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่ง และอัตราการว่างงานปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี โดยอยู่ที่ระดับ 8.8% ในเดือนมี.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังปรับตัวดีขึ้น
ข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาแข็งแกร่งดังกล่าวไม่เพียงเป็นปัจจัยหนุนสำหรับเงินเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังหนุนมุมมองในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและกระตุ้นให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เห็นได้จากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเชีย เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นอย่างสดใส โดยพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 14 ปีในวันทำการแรกของสัปดาห์ ท่ามกลางแรงซื้ออย่างหนาแน่นของนักลงทุนต่างชาติ กว่า 4.8 พันล้านบาทส่งผลให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 30.21 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ในวันจันทร์ และยังคงปรับตัวขึ้นต่อ โดยอยู่ที่ระดับ 30.17 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันอังคาร ซึ่งนอกจากแรงหนุนหลักจากกระแสเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของไทยแล้ว เงินบาทยังได้ปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการแข็งค่าของเงินหยวน ภายหลังในเย็นวันอังคาร ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยขยับขึ้นไปที่ระดับ 6.31% โดยเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น เป็นครั้งที่ 4 นับจากเดือนต.ค. 2010 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังคงปรับตัวในทิศทางขาขึ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทำให้มีการคาดการณ์มากขึ้นว่าธนาคารกลางในเอเชียจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันหลังจากที่ อัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศกำลังเป็นปัญหาที่ผู้กำหนดนโยบายให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน
ปลายสัปดาห์เงินบาทยังคงเดินหน้าแข็งค่า โดยเปิดตลาดที่ระดับ 30.13 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี โดยปรับตัวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินภูมิภาคที่ปรับแข็งค่าขึ้น หลังนายเบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ออกมาระบุว่า การปรับตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเป็นการปรับตัวขึ้นชั่วคราวตามราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ เช่นเดียวกับประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ที่กล่าวว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะยกเลิกมาตรการ QE2 ในเร็ววันนี้ ซึ่งการแสดงความเห็นดังกล่าวทำให้ตลาด เริ่มมองว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐมีโอกาสปรับตัวขึ้นค่อนข้างล่าช้า โดยเฉพาะหากเทียบกับอัตราดอกเบี้ยในเขตยูโรโซนที่คาดว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในการประชุมวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา
นอกจากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐแล้ว เงินบาทยังได้แรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากแรงขายเหรียญสหรัฐจากกลุ่มผู้ส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าทองภายหลังราคาทองคำในตลาดการเงินโลกพุ่งขึ้น ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ที่ระดับ 1,458.50 เหรียญสหรัฐ ซึ่งหนุนให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 30.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และยังคงปรับตัวขึ้นต่อโดยอยู่ที่ระดับ 30.06 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้าซื้อเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เงินบาทปรับแข็งค่าเร็วเกินไป
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ระดับ 30.04 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันศุกร์ โดยยังได้ปัจจัยหนุนหลักจากแรงซื้ออย่างหนาแน่นของนักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้นและปัจจัยบวกจากการปรับตัวขึ้นของสกุลเงินภูมิภาคและสกุลเงินหลัก หลังเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะหลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เริ่มขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นธนาคารกลางในกลุ่มประเทศหลักที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นล่าช้า
การเข้าทำหน้าที่ของ ธปท. เพื่อป้องกันไม่ให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นเร็วเกินไป และส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของประเทศ ส่งผลให้เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบ โดยอยู่ที่ระดับ 30.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในปลายสัปดาห์







