
คาดการณ์ส่งออกไตรมาส2ขยายตัว12.1%
ม.หอการค้า คาดส่งออกไตรมาส 2 ขยายตัว 12.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งปีส่งออกโต 12.16% โดยตลาดจีน อินเดีย อาเซียนจะเป็นตัวดันการส่งออกไทย
ม.หอการค้า คาดส่งออกไตรมาส 2 ขยายตัว 12.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งปีส่งออกโต 12.16% โดยตลาดจีน อินเดีย อาเซียนจะเป็นตัวดันการส่งออกไทย
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การส่งออกไทยในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2554 คาดว่าจะมีมูลค่า 5.45 – 5.67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.4 – 5.6% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 1 และขยายตัว 12.1-16.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาพรวมทั้งปี 2554 คาดว่าไทยจะมีมูลค่าส่งออก 2.19 – 2.27 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัว 12.4-16.5% โดยมีตลาดจีน อินเดีย อาเซียน เป็นตัวขับเคลื่อนการส่งออกไทย ส่วนตลาดหลักอย่างสหรัฐฯและสหภาพยุโรป (อียู) จะไม่เติบโตมาก แต่ก็ต้องรักษาตลาดไว้
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกคาดว่าการส่งออไทยจะขยายตัวได้ดี เนื่องจาก 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) การส่งออกมีการขยายตัวสูงถึง 23.2% ซึ่งเป็นการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกในทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดรอง ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และแคนาดา ที่ขยายตัวสูงถึง 36.6% โดยตลาดฮ่องกงมีการขยายตัวสูงที่สุด 83.2% จากที่ขยายตัว 9.4% ในปีที่ผ่านมา
“ปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ส่งออกต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น ส่วนเรื่องค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะสินค้าไทยยังแข่งขันได้อยู่ในตลาดโลก” นายอัทธ์ กล่าว
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกของไทยที่สำคัญในไตรมาส 2 ได้แก่ 1. การผลิตโลกยังขยายตัวได้ดี แม้ว่าจะเกิดภัยธรรมชาติในญี่ปุ่น ซึ่งผลดังกล่าวคาดว่าจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวมของโลกไม่สูงมากนัก โดยล่าสุดหลังเกิดภัยธรรมชาติของญี่ปุ่นในเดือนม.ค. การผลิตโลกอยู่ที่ระดับ 55.6 ชะลอจากเดือนก.พ. ที่อยู่ที่ระดับ 57.4 ซึ่งเป็นการชะลอไปเพียง 1.6 หากไม่นำญี่ปุ่นมารวมค่าการผลิตของโลกจะมีค่าสูงขึ้น เนื่องจากประเทศต่างๆ ยังมีการผลิตที่ขยายตัวได้ดีในภาพรวม
ขณะที่ปัญหาจากญี่ปุ่นที่กระทบต่อการส่งออกไทย คาดว่าจะกระทบในระยะสั้นไม่มากนัก โดยจะกระทบในส่วนของอุตสาหกรรมยายนต์ ยางพารา อิเล็กทรอนิกส์ แต่ในส่วนของอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคคาดว่าญี่ปุ่นจะมีความต้องการมากขึ้น เพราะพื้นที่เกษตรได้รับความเสียหายหนัก อย่างไรก็ตามแม้ว่าญี่ปุ่นจะมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าการส่งออกสินค้าไปญี่ปุ่นจะมีการแข่งขันด้านราคาสูงเช่นกัน เนื่องจากทุกประเทศก็ต้องการส่งสินค้าไปยังญี่ปุ่น เช่น จีน สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น
2. ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหาดังกล่าวกระทบต่อการส่งออกของไทยไม่มากนัก เนื่องจากไทยส่งออกไปลิเบีย ตูนีเซีย อียิปต์ และบาร์เรน คิดเป็น 0.7% ของการส่งออกทั้งหมด โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2554 การส่งออกไปลิเบียลดลง 22.7% และอียิปต์ลดลง 17.3% ขณะที่การส่งออกไปยังตูนีเซียขยายตัว 19.2% และบาร์เรนขยายตัว 38% โดยภาพรวมการส่งออกไปทั้ง 4 ประเทศลดลง 11.6%
3. ปัญหาราคาน้ำมันที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่ง และการผลิตของไทย โดยเชื่อว่าในปีนี้น้ำมันน่าจะสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และในบางช่วงอาจะขึ้นไปแตะที่ระดับ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็เป็นไปได้ เพราะการผลิตน้ำมันมีปัญหา ขณะที่ความต้องการใช้จากจีน และสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก
4. ปัญหาอุทกภัยภาคใต้ ปัญหาในส่วนนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วงไตรมาส 2 โดยเฉพาะในส่วนของยางพารา และกุ้ง ที่มีการผลิตหลักอยู่ในภาคใต้ โดยในปี 2553 ไทยส่งออกยางพาราเป็นจำนวน 7,896 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกกุ้ง 1,690 ล้านเหรียญสหรัฐ







