
ขึ้นเป้าหุ้น1,181
เงินนอกเลือกตั้งหนุนดัชนีแนะรับมือเงินเฟ้อคุมทุจริต
เงินนอกเลือกตั้งหนุนดัชนีแนะรับมือเงินเฟ้อคุมทุจริต
เงินทุนไหลเข้าเลือกตั้ง ปัจจัยหนุนให้นักวิเคราะห์ขยับเป้าดัชนีหุ้นปีนี้เป็น 1,181 จุด จาก 1,133 จุด บจ.กำไรโต 13.8% ห่วงปัญหาค่าครองชีพภัยธรรมชาติ
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ว่า ผลจากการสำรวจนักวิเคราะห์จาก 21 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ได้ขยับเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ขึ้นเป็น 1,181 จุด จากผลสำรวจเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2553 ให้ไว้ที่ 1,133 จุด หรือปรับเพิ่ม 48 จุด โดย บล.ธนชาต มองดีสุดที่ดัชนี 1,300 จุด และระดับต่ำสุดคือ บล.บีฟิท ที่ 1,029 จุด โดยมองว่าดัชนีสูงสุดของปีจะอยู่ที่ 1,232 จุดจาก1,201 จุดและต่ำสุดที่ 926 จุดจาก 907 จุด โดยคาดว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะมีกำไรสุทธิ 13.8% ลดลงจากเดิมอยู่ที่ 15% ส่วนปีหน้ามองว่า บจ.จะมีอัตรากำไรสุทธิขยายตัวเฉลี่ยที่ 13.8%
ปัจจัยบวกที่ทำให้มีการขยับดัชนีโดยให้น้ำหนักมากสุดถึง 62% คือ เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้า ซึ่งคาดว่าปีนี้ต่างชาติและสถาบันในประเทศจะซื้อสุทธิ 4.09 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือ ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งกลางปีนี้ ซึ่งจะทำให้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น ความรุนแรงน้อยลง ซึ่งนักวิเคราะห์ 95% เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งแน่นอนถัดมาเป็นเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฟื้นตัวขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจไทยด้วย
“ส่วนตัวมองว่าหุ้นที่จะได้ประโยชน์การเลือกตั้งมี 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง เพราะทุกพรรคการเมืองจะมีการหาเสียงด้วยการชูเรื่องอภิมหาโปรเจกต์ 2.กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะจะมีการใช้จ่ายเงินในช่วงหาเสียง และ 3.กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ” นายสมบัติ กล่าว
สำหรับปัจจัยลบที่จะกระทบ คือ ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจากความไม่สงบของตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ถัดมาคือเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเงินเฟ้อปีนี้จะอยู่ที่ 3.7% จากเดิม 3.4% และดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 3.2% จาก 2.6%
ในส่วนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ คาดว่าจีดีพีเฉลี่ยปีนี้จะอยู่ที่ 4.4% ดีขึ้นจากเดิมซึ่งอยู่ที่ 4.3% ส่วนปี 2555 อยู่ที่ 4.8%
เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่นักวิเคราะห์แนะภาครัฐจับตา ได้แก่ ปัญหาค่าครองชีพ ภัยธรรมชาติ และการแข็งค่าของเงินบาท ที่มองว่าค่าเงินบาทอยู่ที่ 29.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากเดิมมองที่ 29.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่มองว่าค่าเงินที่เหมาะสมนั้นควรอยู่ในช่วง 3030.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
พร้อมเสนอมาตรการสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือ มาตรการด้านการลงทุน โดยเร่งการลงทุนภาครัฐ มาตรการควบคุมเงินเฟ้อ และมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่จะมีอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโตดีที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1.กลุ่มโรงแรม คาดว่าจะโตเฉลี่ย 120.8% รองมาคือ กลุ่มปิโตรเคมี ที่คาดว่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 59.42% และกลุ่มอาหารจะโตเฉลี่ย 21.97% ส่วนปีหน้านั้นกลุ่มปิโตรเคมีจะโตดีที่สุดโดยจะโต 19.23% และถัดมาคือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะโตเฉลี่ย 15.03% และกลุ่มเดินเรือโต 13.49% ส่วนหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนเงินปันผลมากสุดในปีนี้และปี 2555 คือ กลุ่มสื่อสาร คาดว่าจะให้ผลตอบแทน 6.96% รองมาเป็นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอ นิกส์ที่ 5.73% และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ 4.79%







