posttoday
Crisis Watch

Crisis Watch

07 เมษายน 2554

วิกฤตนิวเคลียร์หวาดผวาถึงอนาคต

วิกฤตนิวเคลียร์หวาดผวาถึงอนาคต

โลกของเราในขณะนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวอยู่ตลอดเวลา การเกิดแผ่นดินไหว สึนามิ เป็นตัวยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และในแต่ละครั้งก็สร้างความเสียหายมหาศาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังธรรมชาติที่ยากเกินจะควบคุม

ผลกระทบอย่างมากมายที่เกิดขึ้นต่อการค้า ดังเช่น กรณีของมะม่วงที่เตรียมจะส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นถูกระงับการส่งออกทันทีเมื่อประเทศญี่ปุ่นเกิดภัยพิบัติทำให้ผลผลิตในตลาดของไทยมีมากเกินจะบริโภคและล้นตลาดในที่สุด หรือผู้บริโภคลดการบริโภคอาหารที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นลง การระงับการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นด้วยความหวาดกลัวแผ่นดินไหวที่ตามมาอีกหลายระลอกและการรั่วไหลของกัมมันตรังสี ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล

ความหวาดผวาระลอกแรกอาจนับได้จากการเกิดแผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์ 6.3 ริกเตอร์ และตามมาติดๆ ด้วยการเกิดแผ่นดินไหว 9.8 ริกเตอร์ ที่ประเทศญี่ปุ่น และซ้ำเติมด้วยสึนามิ จนกล่าวได้ว่าแม้แต่ประเทศที่เชี่ยวชาญที่สุดในการรับมือสึนามิก็ไม่สามารถรับมือกับมันได้อย่างแท้จริง

ในขณะที่ประเทศไทยเองก็ได้เผชิญหน้ากับแผ่นดินไหวเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจุดกำเนิดของแผ่นดินไหวจะไม่มีศูนย์กลางที่ประเทศไทย และก็สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต อาคารบ้านเรือน หรือแม้กระทั่งโบราณสถานเก่าแก่ที่พังทลายเพราะแรงแผ่นดินไหว เรียกได้ว่า ปัญหานี้ไม่ได้ห่างไกลจากเราอย่างที่เข้าใจเลย!

ปรากฏการณ์ที่สร้างความหวาดผวาระลอกที่ 2 คือ การรั่วไหลของกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา อันเป็นผลมาจากแผ่นดินไหวและสึนามิ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกถึงภัยร้ายจากนิวเคลียร์ การสูญเสียความเชื่อมั่นในการป้องกันผลกระทบของการรั่วไหล ความหวาดกลัวภัยจากการปนเปื้อนในผัก ผลไม้ สัตว์ น้ำ เป็นต้น รวมทั้งการหลุดลอยไปกับอากาศของกัมมันตรังสีที่สร้างปรากฏการณ์ “ไอโอดีนขาดตลาด” เพราะความเชื่อว่ามันจะสามารถบรรเทาและป้องกันพิษของกัมมันตรังสีบางชนิดได้

ความหวาดผวาระลอกที่ 3 คือ การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเวียดนาม เวียดนามมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 8 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมๆ กันแล้วถึงประมาณ 1.5-1.6 หมื่นMW โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกตั้งอยู่ที่นินห์ถ่วน (Ninh Thuan) ซึ่งห่างจากประเทศไทยในส่วนที่ใกล้ที่สุดในระยะไม่ถึง 1,000 กิโลเมตร

ปัญหาแผ่นดินไหวและสึนามิได้สร้างความหวั่นวิตกว่า หากเกิดซ้ำรอยเหมือนกับประเทศญี่ปุ่น และเกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสีขึ้นอย่างรุนแรง ผลกระทบที่ตามมาจะเกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ลาว เขมร ไทย สิงคโปร์ พม่า เป็นต้น

ปัญหาด้านสุขภาวะจากกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นจะส่งผลเสียหายในระยะยาวอย่างคาดไม่ถึง ดังเช่น การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ ในปี ค.ศ. 1945 รวมทั้งกรณีของการรั่วไหลของกัมมันตรังสีที่โรงงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chernobyl Nuclear Power Plant) ณ รัฐยูเครน ในปี ค.ศ. 1986

ทั้งสองกรณีสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่าไม่ได้ ในขณะที่กรณีของเชอร์โนบิลก็สร้างผลกระทบจากการรั่วไหลของกัมมันตรังสีไปทั่วสหภาพยุโรป

นิวเคลียร์ แม้ว่าจะมีประโยชน์อย่างมหาศาลในการเป็นขุมพลังที่สามารถสร้างประโยชน์ต่อเนื่อง ตอบสนองภาคอุตสาหกรรม และการบริโภคครัวเรือนที่ต้องการพลังงานอย่างไร้ขอบเขตจำกัด แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นในขณะนี้ ก็ยากเกินกว่าการจะเพิกเฉย โดยไม่เหลียวแลว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร?

คำถามที่อยากทิ้งไว้ให้คิด คือ 1) การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ควรเป็นเรื่องภายในประเทศ หรือมันควรจะต้องได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมันกระจายไปรอบด้านในขณะที่ประโยชน์นั้นมันกระจุกตัว 2) บทเรียนที่เกิดขึ้นควรแก่การตระหนักและเตรียมแผนการป้องกันได้อย่างทันท่วงที

หากประเทศไทยจะยังต้องการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การเตรียมพร้อมในการจัดการปัญหาจะดีกว่าการตามแก้ปัญหาอย่างไม่จบสิ้น

และสุดท้าย ธรรมชาติมีบทบาทสำคัญต่อมนุษย์ซึ่งมนุษย์ควรเรียนรู้คุณและโทษจากสิ่งที่ธรรมชาติได้แสดงให้เห็น อย่างที่เราได้สัมผัสอยู่ทุกวันนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท