
TASCOหวังกำไรรายได้เท่าปีก่อน
น้ำท่วมใต้ไม่ช่วยดันยอดขายป้องกันความเสี่ยงหลายทางTASCO
น้ำท่วมใต้ไม่ช่วยดันยอดขายป้องกันความเสี่ยงหลายทางTASCO
ชี้ไตรมาส 2 รายได้โตจากไตรมาสแรกมาก น้ำท่วมช่วยเล็กน้อย ทั้งปีรายได้กำไรใกล้ปีก่อน ปิดความเสี่ยง
นายชัยวัฒน์ ศรีวรรณวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) เปิดเผยว่า รายได้ในไตรมาส 2 จะเติบโตมากเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ที่ความต้องการใช้ยางมะตอยทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศถูกอั้นจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
นอกจากนี้ บริษัทอาจได้รับอานิสงส์จากงบพิเศษที่รัฐบาลใช้ฟื้นฟูกรณีน้ำท่วมประมาณ 7,800 ล้านบาท คาดว่างบที่เกี่ยวกับการสร้างถนนไม่น่าจะเกิน 1% ซึ่งไม่มากเท่ากับงบโครงการไทยเข้มแข็งที่ไว้ซ่อมบำรุงต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี (2553-2555) ขณะนี้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศประมาณ 40-42%
สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ บริษัทได้รับผลกระทบเล็กน้อย เพราะมีสำนักงานที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้ไม่สามารถขนส่งยางมะตอยได้
กรรมการผู้จัดการ กล่าวถึงแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2554 คาดว่ารายได้จะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2553 ที่ทำได้ 2.62 หมื่นล้านบาท และปริมาณการขาย 1.1 ล้านตันเท่ากับปีก่อน เนื่องจากบริษัทต้องมองแบบอนุรักษนิยม เพราะปี 2553 มีฐานรายได้ กำไร และปริมาณการขายที่สูงเป็นประวัติการณ์นับแต่ก่อตั้งบริษัทมา
ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า สภาพอากาศแปรปรวนคาดการณ์ยาก และเริ่มมีความกังวลถึงผลกระทบจาก 2 เหตุการณ์ คือ ปัญหาลิเบียทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นตามแรงเก็งกำไร รวมถึงการเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น ทำให้คนหันมาใช้น้ำมันเตามากขึ้นแทนการใช้ไฟจากเตานิวเคลียร์ซึ่งมีผลทางอ้อมกับบริษัทที่ความต้องการใช้ยางมะตอยลดลง และราคาสูงขึ้น 115 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบกับต้นปีอยู่ที่ 485 เหรียญสหรัฐต่อตัน
อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทจะเน้นการทำกำไรมากกว่า โดยตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) เท่าปีก่อน 6-7% ด้วยการขายยางมะตอยชนิดน้ำ (AE) ซึ่งมีมาร์จินมากกว่ายางมะตอยปกติ (AC) รวมถึงการใช้กลยุทธ์เจาะกลุ่มลูกค้าที่สามารถขายยางมะตอยในระดับดี
ขณะเดียวกันบริษัทยังบริหารความเสี่ยงด้วยการเลือกลูกค้าที่จ่ายเงินตรงเวลา พร้อมทำประกันความเสี่ยงการซื้อวัตถุดิบกับธนาคารพาณิชย์ ขณะที่การขายในประเทศก็สามารถปรับราคาตามวัตถุดิบที่ขึ้นลงได้จริง ส่วนความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนก็มีการทำเฮดจิงล่วงหน้าทั้งหมด 100% พร้อมหาตลาดผู้ผลิตโรงกลั่นทั้งในประเทศ ตลาดอินเดียและแถบภูมิภาคใกล้เคียงเพิ่ม
ด้านการลงทุนในปีนี้บริษัทมีงบทั้งหมด 1,229 ล้านบาท แบ่งเป็น 315 ล้านบาท สำหรับการซื้อเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุนการผลิตหรือปัญหาคอขวด และใช้ 122 ล้านบาท ซื้อที่ดินเพื่อขยายกำลังการผลิตโรงกลั่นที่มาเลเซียสำหรับผลิตสินค้าสำเร็จรูปมากขึ้น
นอกจากนี้ เตรียมเงินอีก 64 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในจีน และอีก 330 ล้านบาท ซื้อเรือมือสอง 2 ลำทดแทนการปลดเรือเก่า ปัจจุบันบริษัทมีเรือทั้งหมด 5 ลำ ทั้งนี้งบลงทุนทั้งหมดส่วนใหญ่นำมาจากเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งแต่ละปีจะมีกระแสเงินสดอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท







