
ไทยเบฟฯซื้อโรงเหล้าจีนเสริมแกร่งบุกตลาดโลก
ไทยเบฟฯ สยายปีกซื้อโรงเหล้าขาวประเทศจีนบุกตลาดมังกร ต่อยอดธุรกิจเครื่องดื่มในพอร์ตคลุมตลาดทั่วโลก
ไทยเบฟฯ สยายปีกซื้อโรงเหล้าขาวประเทศจีนบุกตลาดมังกร ต่อยอดธุรกิจเครื่องดื่มในพอร์ตคลุมตลาดทั่วโลก
นายแมทธิว กิจโอธาน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการงานธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ผู้ทำตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ เปิดเผยว่า เมื่อปี 2553 บริษัทได้เข้าซื้อกิจการอีหลิงฉวน ลิเคอร์ ลิมิเต็ด (Yulinquan Liquor Limited) หรือ วายแอลคิว (YLQ) โรงงานผลิตและกลั่นสุราขาว (ไวต์ สปิริต) ตั้งอยู่ในเมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยมูลค่า 69 ล้านหยวน หรือประมาณ 345 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน : 5 บาท)
การเข้าซื้อโรงงานดังกล่าว เพื่อใช้เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีนนับจากนี้ จากก่อนหน้า บริษัทได้ซื้อโรงกลั่นสุรา 5 แห่งในประเทศสกอตแลนด์ เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตเครื่องดื่มวิสกี้ และสุราแบรนด์ต่างๆ ในเครือบริษัท รวมทั้งสุราท้องถิ่นยี่ห้อ โอลด์ พุทนี (Old Pultney)
แนวทางการขยายธุรกิจดังกล่าว ยังสอดรับกับนโยบายการทำตลาดต่างประเทศในเชิงรุก สำหรับสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปราศจากแอลกอฮอล์รายการต่างๆ ของบริษัท อาทิ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มตราช้าง สุราแม่โขง แสงโสม และชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิ เป็นต้น จากปัจจุบันที่บริษัททำตลาดต่างประเทศราว 24 แห่ง และวางแผนขยายตลาดในประเทศใหม่ๆ ต่อเนื่องนับจากนี้
“ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ยอดขายเบียร์ช้างในตลาดต่างประเทศมีการเติบโตต่อเนื่อง 30% ซึ่งบริษัทเห็นว่าตลาดต่างประเทศจะยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยยังจะผลักดันเครื่องดื่มตัวอื่นๆ ในกลุ่มบริษัท อย่างชาเขียวโออิชิเข้าไปทำตลาดต่างประเทศมากขึ้นด้วย” นายแมทธิว กล่าว
นอกจากนี้บริษัทยังได้เพิ่มจำนวนพนักงานในสายงานธุรกิจต่างประเทศอีก 100 อัตรา หรืออยู่ที่ 800 คนในปัจจุบัน เพื่อรองรับการขยายตลาดต่างประเทศเชิงรุก ที่ครอบคลุมตลาดทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ยุโรป และเอเชีย ซึ่งบริษัทมองว่าอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการทำตลาดนี้ คือ การใช้เครือข่ายร่วมกันกับพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งล่าสุดในปีที่ผ่านมา บริษัทได้จัดตั้งสำนักงานเพื่อเป็นตัวแทนบริษัทดูแลตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย
ด้านนาย สรกฤต ลัทธิธรรม ผู้จัดการฝ่ายตลาดต่างประเทศ บริษัทไทยเบฟ มาร์เก็ตติ้ง กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้จัดตั้งสำนักงานในต่างประเทศแล้ว 7 แห่งได้แก่ ฮ่องกง, สิงคโปร์, สหรัฐ จำนวน 2 แห่ง, อังกฤษ, มาเลเซีย และกัมพูชา ซึ่งเห็นว่าตลาดต่างประเทศมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต และเป็นตลาดใหญ่ที่มีความสำคัญมาก
สำหรับผลดำเนินการของบริษัทในปี 2553 มีรายได้กว่า 5,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 3-5% เกินกว่าเป้าที่กำหนด และมีกำไรเติบโต 7-8% โดยในปีนี้คาดมีอัตราการเติบโตกว่า 20%







