posttoday
สสว.ประเมินจีดีพีเอสเอ็มอีโต47.2%ส่งออกโต8.5%

สสว.ประเมินจีดีพีเอสเอ็มอีโต47.2%ส่งออกโต8.5%

07 เมษายน 2554

สสว.คาดจีดีพีเอสเอ็มอีขยายตัว 4.2% ส่งออกโต 8.5% ชะลอตัวลงจากปีก่อน เนื่องจากปัญหาราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิตสูง และมีภัยธรรมชาติเข้ามาเป็นจัยลบเพิ่มเติม

สสว.คาดจีดีพีเอสเอ็มอีขยายตัว 4.2% ส่งออกโต 8.5% ชะลอตัวลงจากปีก่อน เนื่องจากปัญหาราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิตสูง และมีภัยธรรมชาติเข้ามาเป็นจัยลบเพิ่มเติม

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในช่วงต้นปี 2554 ยังคงมีแนวโน้มที่ดี โดยสสว.คาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2554 (จีดีพีเอสเอ็มอี) จะขยายตัวได้ในระดับ 4.2% การส่งออกเติบโตขึ้น 8.5% แต่อาจจะชะลอตัวลงจากปี 2553 ที่จีดีพีขยายตัวที่ระดับ 7.8% และการส่งออกขยายตัว 10.3%

ทั้งนี้  เนื่องจากยังมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอยู่ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน และเศรษฐกิจของกลุ่มผู้ซื้อยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ตลอดจนปัญหาภัยพิบัติจากญี่ปุ่น และภาคใต้ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอีอย่างมาก และปัญหาราคาสินค้า ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้น

“ที่สสว.ยังไม่มี การปรับเป้าส่งออกให้เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกในภาพรวม เนื่องจากมองว่าในปีที่แล้วฐานการเปรียบเทียบค่อนข้างใหญ่ และเชื่อว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยพิบัติจากญี่ปุ่นพอสมควร โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยายนต์ จึงต้องติดตามผลกระทบของเอสเอ็มอีอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะมีการปรับเป้าหมาย แต่โดยปกติแล้วจีดีพีเอสเอ็มอีจะโตเฉลี่ยอยู่ที่ 6% และส่งออกขยายตัวเฉลี่ย 10% ” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

สำหรับการส่งออกในเดือนก.พ. มีมูลค่า 1.77 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 32.63% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยสินค้าที่เอสเอ็มอีไทยส่งออกไปมาก ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง พลาสติกและผลิตภัณฑ์จากพลาสติก มีตลาดคู่ค้าที่สำคัญได้แก่ ฮ่องกง สวิสเซอร์แลนด์ จีน ญี่ปุ่น อเมริกา เป็นต้น 

ด้านการจัดตั้งและสิ้นสภาพกิจการนิติบุคคลของเอสเอ็มอี ในเดือนม.ค. และก.พ. พบว่ามีกิจการจัดตั้งขึ้นใหม่สูงสุดรวม 1.03 หมื่นกิจการ และยกเลิกกิจการจำนวน 1,767 กิจการ

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนวิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ได้ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีรวม 3.65 หมื่นราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตร ทั้งกาเพาะปลูกปาล์ม ยางพารา สวนผลไม้ และการเพาะเลี้ยงกุ้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาท ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวชาวไทยชะลอการจองห้องพักประมาณ 80% โดยถ้าสามารถฟื้นฟูความเสียหายให้เสร็จก่อนสงกรานต์คาดว่าจะมีมูลค่าความเสียหาย 800-900 ล้านบาท แต่ถ้ายืดเยื้อมูลค่าความเสียหายจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 -2,000  ล้านบาท

ขณะที่ผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น จะกระทบต่อการส่งออกของไทยในบางธุรกิจ เช่น ยายนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นทั้งขาเข้าและขาออกประเทศไทยจะลดลง 1แสนคน  แต่ไทยจะได้รับผลดีในระยะยาว โดยอาจเห็นเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นเข้ามาดำเนินกิจการในไทยมากขึ้น

นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า สถานการณ์และแนวโน้มต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น จากราคาน้ำมัน วัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงาน และดอกเบี้ย เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของภาคธุรกิจไทย ซึ่งธนาคารประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับตัวสูงขึ้นไปที่ระดับ 3.25% ถือเป็นต้นทุนทางการเงินหลักของเอสเอ็มอี โดยพบว่ากลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย เช่น กลุ่มเครื่องจักร อาหาร แต่ก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของแต่ละบริษัทด้วย ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากจากการปรับขึ้นของราค่าเชื้อเพลิง ได้แก่ ขนส่ง ไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง ประมง และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

 

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล