
ศิลปะของความเป็นมนุษย์ใจบุญสุนทาน
“The man who dies rich dies disgraced” จากหนังสือ The Gospel of Wealth โดย Andrew Carnegie
“The man who dies rich dies disgraced” จากหนังสือ The Gospel of Wealth โดย Andrew Carnegie
โดย..ธีระ ภู่ตระกูล
“The man who dies rich dies disgraced” จากหนังสือ The Gospel of Wealth โดย Andrew Carnegie
นาย Andrew Carnegie ผู้ก่อตั้งบริษัท Carnegie Steel Company เป็นผู้ที่ว่ากันว่าร่ำรวยเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์รองจากนาย John D. Rockefeller และอาจเป็นนักอุตสาหกรรมชาวอเมริกันผู้ริเริ่มกิจการและคนใจบุญที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด เขามีรายได้ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมเหล็ก และในช่วงปี ค.ศ. 1890 บริษัท Carnegie Steel เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดและทำกำไรสูงที่สุดในโลก นาย Carnegie ได้ขายบริษัทดังกล่าวให้กับนาย J.P. Morgan เมื่อปี ค.ศ. 1901 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น U.S. Steel ซึ่งมีทุนจดทะเบียนทุน 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นบริษัทแรกของโลกที่มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นาย Carnegie ได้อุทิศชีวิตที่เหลือของเขากับการทำกุศลขนาดใหญ่ โดยเน้นห้องสมุดท้องถิ่น สันติภาพของโลก การศึกษา และการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เขาได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon และได้จัดตั้งกองทุน Carnegie Endowment for International Peace และ Carnegie Museums of Pittsburgh.
ในช่วงสุดท้ายชีวิตของนาย Carnegie ทรัพย์สินของเขามีมูลค่าสุทธิอยู่ที่ 475 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อถึงช่วงที่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1919 เขาได้มอบเงินส่วนใหญ่ให้กับองค์กรการกุศลและโครงการการกุศลต่างๆ ทำให้มีเงินเหลือเพียง 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เขาได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะบริจาคเงินทั้งหมดที่เขามีในช่วงที่เขายังมีชีวิต อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเขาพยายามที่จะบริจาคอย่างหลากหลายเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ เขาก็ยังตายไปในฐานะคนรวย เนื่องจากเขาไม่สามารถหารายจ่ายที่เร็วกว่ารายได้ นับเป็นผลงานที่ไม่แย่นักสำหรับผู้อพยพชาวสกอตที่เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นลูกจ้างในโรงงานจนกลายเป็นเศรษฐีพันล้าน แต่ที่ทำให้นาย Carnegie แตกต่างกับคนอื่น คือ เขาได้ทำให้การบริจาคเป็นศิลปะ เราลองมาสมมติกันว่าคุณเป็นเศรษฐีพันล้านและมีความประสงค์ที่จะทำเหมือนนาย Andrew Carnegie คุณจะบริจาคทรัพย์สมบัติของคุณอย่างไร
เมื่อไรที่ของบริจาคเป็นของบริจาคจริงๆ
คำตอบที่คุณจะได้รับขึ้นอยู่กับคนที่คุณถาม ตัวอย่างคือ หากคุณถามเด็กที่กำลังหิวในโคราชหรืออุบลราชธานีที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมเมื่อปีกลาย
เขาอาจจะตอบว่า ของบริจาคเป็นของบริจาคจริงๆ เมื่อเขาสามารถเอาใส่ปากรับประทานและช่วยลดความหิวโหยได้ถึงแม้แค่ชั่วคราวก็ตาม แต่ถ้าคุณถามเจ้าอาวาสชื่อดังในชลบุรี ซึ่งผมไม่สามารถกล่าวชื่อได้ คำตอบที่ได้รับอาจจะเป็นว่า ของบริจาคจะเป็นของบริจาคจริงๆ เมื่อเบิกเช็คได้สำเร็จและทางวัดสามารถนำเงินไปทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ คุณสามารถเห็นได้ถึงความแตกต่างของคำตอบทั้งสอง แต่หากคุณถูกถามคำถามดังกล่าวคุณจะตอบอย่างไร คิดอย่างรอบคอบ คำตอบของคุณจะมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อความต้องการในโครงการการทำบุญของคุณ
การทำบุญของมูลนิธิ มูลนิธิของตระกูลหรือครอบครัว (แบบสาธารณะและแบบเอกชน) ได้รับความสนใจมากขึ้นในครอบครัวที่ร่ำรวย และพวกเขาก็นำมาใช้ในการวางแผนทรัพย์สินอยู่เป็นนิจ อย่างไรก็ตามมีหลายครอบครัวที่ยังไม่เข้าใจอย่างชัดเจนถึงภารกิจของมูลนิธิดังกล่าว หลายคนจะเข้าใจว่าเป็นเพียงแค่โอนเงินหรือหลักทรัพย์ไปยังมูลนิธิ ก็ถือว่าเป็นการให้ของบริจาคแล้ว และการที่กรมสรรพากรลดหย่อนภาษีให้ในโอกาสที่บริจาคให้กับมูลนิธิที่ต้องการยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อเช่นนั้น เมื่อการบริจาคได้ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ครอบครัวดังกล่าวก็จะสบายใจและคิดว่า “ได้บริจาคไปแล้ว ได้ทำดีไปแล้ว จบแล้ว” เพราะฉะนั้นคำถามที่เราต้องถาม คือ การบริจาคให้กับมูลนิธิเพื่อประโยชน์นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษีรายได้ เป็นการให้ของบริจาคหรือไม่
ในความเห็นของผม ของบริจาคจะเป็นของบริจาคก็ต่อเมื่อส่งผลกระทบต่อชีวิตของคน เงินที่อยู่ในบัญชีของมูลนิธิก็เปรียบเสมือนเงินที่อยู่นิ่งๆ รอการรับบริจาคต่อไปเพื่อเปลี่ยนชีวิตของคนบางคน เพราะฉะนั้นเงินที่บริจาคให้กับมูลนิธิเป็นของบริจาคหรือไม่ ผมสรุปได้ว่า ถึงแม้กรมสรรพากรจะตีความว่าเงินที่บริจาคไปนั้นช่วยลดหย่อนภาษีเงินได้ให้คุณในปีที่คุณบริจาคให้กับมูลนิธิ แต่การที่โอนเงินจากบัญชีส่วนตัวไปยังบัญชีของมูลนิธิไม่ถือเป็นการให้ของบริจาค คุณเพียงแต่เปลี่ยนที่เก็บของเงินเท่านั้น การบริจาคจะเป็นของบริจาคก็ต่อเมื่อคุณใช้เงินดังกล่าวไปช่วยหรือเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนอื่น
มีอยู่ 3 คำถามที่สำคัญสำหรับครอบครัวที่มีเงิน ซึ่งควรจะได้รับคำตอบเพื่อสามารถดำเนินการให้ได้ดีที่สุด นั่นคือ 1.เราต้องมีเงินเท่าไรถึงจะพอ 2.ลูกหลานเราต้องการมีเงินเท่าไรถึงจะพอ และ 3.เราจะทำอะไรกับเงินที่เกินความต้องการของเรา คุณไม่สามารถจะตอบคำถามที่ 3 ได้จนกว่าคุณจะตอบคำถามที่ 1 และ 2 มีครอบครัวที่ร่ำรวยน้อยครอบครัวเท่านั้นที่สามารถตอบคำถามที่ 1 และ 2 ได้ คนกลุ่มนี้จึงบริจาคเงินน้อยกว่าความสามารถของเขา เนื่องจากเขาไม่ทราบมูลค่าของทรัพย์สินที่เป็นส่วนเกินจากความต้องการของเขา ทำให้ภาระในการบริจาคชะลอลงและส่งต่อไปเป็นภาระของคนอื่น
มีอยู่ 3 คำถามที่ผู้บริจาคควรจะถามเป็นแนวทางก่อนที่จะบริจาคให้กับวัดหรือมูลนิธิ
เรามีความคิดที่ชัดเจนว่าเราต้องการให้เงินบริจาคของเราได้นำไปใช้ทำอะไร
คุณคงเคยได้ยินคำกล่าวว่า “หากคุณไม่ทราบว่าคุณจะไปไหน ถนนสายใดๆ จะพาคุณไปถึงจุดหมายปลายทางเหมือนกัน” สิ่งแรกในการบริจาค คือ ต้องรู้ว่าเราต้องการให้นำเงินบริจาคของเราไปทำอะไร หากก่อนที่คุณจะบริจาคคุณไม่ทราบความประสงค์ของคุณ คุณมั่นใจได้ว่าการบริจาคดังกล่าวจะไม่ถูกต้องตามความต้องการของคุณ หากเราต้องการให้การบริจาคของเรามีคุณค่ามากกว่าแค่การบริจาค หากเราต้องการให้การบริจาคของเรามีผลอย่างแท้จริง เราจะต้องเริ่มโดยการรู้อย่างชัดเจนว่าเราต้องการให้เงินบริจาคของเรานั้นนำไปใช้ทำอะไร
มีโอกาสแค่ไหนที่มูลนิธิจะใช้เงินบริจาคตามความประสงค์ของเรา
Habitat Foundation เป็นตัวอย่างที่ดีของมูลนิธิที่คนนำเงินมาบริจาคเพื่อช่วยสร้างบ้านให้กับผู้ประสบภัย Tsunami ที่ภูเก็ต น่าเสียดายที่หลายคนได้บริจาคเงินให้กับมูลนิธิที่ไม่ได้มีความสามารถพอที่จะช่วยเหลือคนในภัยพิบัติเช่นมูลนิธิดังกล่าว คนส่วนมากจะบริจาคเงินให้กับมูลนิธิที่ตัวเองชอบ และขอให้มูลนิธิดังกล่าวดำเนินการตามความต้องการในทางที่ไม่สามารถทำได้
มูลนิธิดังกล่าวมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลหรือไม่
ก่อนบริจาคเราต้องศึกษาว่ามูลนิธิดังกล่าวมีประสิทธิผล (ดำเนินการในทางที่ถูกต้อง) และมีประสิทธิภาพ (ช่วยเหลือคนอย่างมาก) หรือไม่ ผมว่าเราต้องยอมรับว่ามูลนิธิที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดมักจะเป็นมูลนิธิที่ไม่สามารถโฆษณาตัวเองได้ดี และในทางกลับกัน มูลนิธิที่สามารถโฆษณาตัวเองได้ดีก็อาจไม่ใช่มูลนิธิที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คุณควรจะมองข้าม “การแต่งหน้าร้าน” ของมูลนิธิและศึกษาอย่างละเอียดเพื่อตอบคำถามว่า มูลนิธิดังกล่าวสามารถทำตามความประสงค์ของเราได้มากน้อยแค่ไหน คำตอบอาจทำให้คุณตกใจก็ได้







