
ธนชาตลั่นแตะแสนล้านปีนี้
ตั้งเป้าเพิ่มสินทรัพย์โต30%หุ้นไทยแรงใกล้เป้า1,200จุด
ตั้งเป้าเพิ่มสินทรัพย์โต30%หุ้นไทยแรงใกล้เป้า1,200จุด
บลจ.ธนชาต ตั้งเป้าสินทรัพย์โต 30% แตะ 1.05 แสนล้านบาทปีนี้ เตือนหุ้นไทยแรงระวังแรงขายทำกำไร อาจเห็นดัชนีแกว่ง 50-100 จุด
นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ธนชาต กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ในปีนี้ไว้ที่ 1.05 แสนล้านบาท เติบโต 30% จากสิ้นปี 2553 มีสินทรัพย์ 9.35 หมื่นล้านบาท โดยยังคงเน้นธุรกิจกองทุนรวมเป็นหลัก ขณะที่ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คาดว่าจะเติบโตประมาณ 15-20%
ปัจจุบันกองทุนรวมมีสินทรัพย์ 8 หมื่นล้านบาท กองทุนส่วนบุคคล 8,600 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5,050 ล้านบาท
สำหรับความคืบหน้าการควบรวมกิจการกับ บลจ.นครหลวงไทยยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ต้องรอให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ขายหุ้นที่ถืออยู่ใน บลจ.นครหลวงไทย จบก่อน
นายบุญชัย กล่าวว่า ปัจจุบันช่องทางขายกองทุนของบริษัทผ่านสาขาธนาคารธนชาตเป็นหลัก โดยปัจจุบัน มีสาขา 250 แห่ง และเริ่มมียอดขายผ่านทางสาขาธนาคารนครหลวงไทยแล้ว โดยมองว่าศักยภาพของสาขาเหล่านี้มีสูง ดังนั้นปีหน้าคงเห็นยอดขายเข้ามาเต็มที่ ซึ่งธนาคารนคร หลวงไทยมีสาขามากถึง 420 แห่ง
นายตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต กล่าวว่า การลงทุนในปีนี้บริษัทแนะนำให้กระจายการลงทุนไปหลายสินทรัพย์ เนื่องจากตลาดหุ้นผันผวน แม้ว่าการปรับตัวขึ้นในรอบนี้ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนซึ่งมาจากเงินทุนไหลเข้าของต่างชาติ ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากการประชุมไทยแลนด์โฟกัสที่ตลาดหลักทรัพย์จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและบริษัทจดทะเบียนมีกำไรดี
“ประเทศไทยจะจัดให้มีการเลือกตั้งกลางปีนี้ก็เป็นแรงกดดันให้เงินนอกเข้ามาส่วนหนึ่ง เพราะภาพการเมืองมีความชัดเจนขึ้น รวมถึงสภาพคล่องที่มีอยู่ทั่วโลกและในไทยอาจทำหุ้นที่ขึ้นมาแรง จากนี้มีโอกาสแกว่งขึ้นลง 50-100 จุดได้” นายตระกูลจิตร กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 1,200 จุด โดยประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโต 15-20% สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ประมาณ 12-13 เท่า โดยประเมินว่าหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรที่ได้รับปัจจัยหนุนจากภัยพิบัติทำให้ราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ภาคเกษตรกรมีรายได้และมีกำลังในการจับจ่ายเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดี ต่อการบริโภค โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ในประเทศที่มีโอกาสเติบโต







